[Movie Review] Her

posted on 09 Jan 2014 20:04 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
Her ภาพยนตร์โรแมนติกไซไฟของ Spike Jonze ที่กำลังเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์อยู่ในขณะนี้ ด้วยรางวัลเรียงรายการันตีและคำวิจารณ์ที่หลายสำนักยกให้เป็นหนังยอดเยี่ยมของปี 2013 โดยบอกเล่าเรื่องราวโลกอนาคตที่ดูไม่ห่างจากยุคปัจจุบันนัก ธีโอดอร์ ชายหนุ่มนักเขียนจดหมายขี้เหงาที่อยู่ระหว่างการหย่าร้าง ได้ซื้อระบบปฏิบัติการอัจริยะรุ่นใหม่ที่มีชื่อว่า OS1 และการันตีความฉลาดของระบบนี้ว่าสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้อย่างเต็มที่ ซาแมนต้าคือชื่อโอเอสของธีโอดอร์ เธอปรากฏเป็นเสียงอันอบอุ่นและเป็นมิตร ความฉลาดและความอยากรู้อยากเห็นของเธอทำให้ธีโอดอร์แปลกใจ ซาแมนต้ากลายเป็นเพื่อนคนหนึ่งของธีโอดอร์ที่ช่วยลำดับจัดการชีวิตของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน, การออกเดท หรือแม้แต่การเซ็นใบหย่า และไม่นานทั้งสองก็ตกหลุมรักกัน ทว่าความรักระหว่างคนและคอมพิวเตอร์จะสามารถตอบสนองความต้องการของทั้งสองฝ่ายได้จริงหรือ? ผู้กำกับและผู้เขียนบทอย่างจอนซ์บอกความต้องการว่าเขาหวังให้โลกในภาพยนตร์เรื่องนี้เพียบพร้อมด้วยความสะดวกสบาย ความเป็นอยู่ที่ดูดีมีสุข และเต็มไปด้วยสีสัน แต่ขณะเดียวกันมันเป็นโลกที่ซึมเศร้าและโดดเดี่ยวมากๆอีกด้วย
 
จักรวาลที่ถูกสร้างขึ้นใน Her อาจมองกลับมายังโลกปัจจุบันที่ทุกคนต่างมีโลกออนไลน์ของตน ขณะที่ผู้ใช้ต่างก้มหน้าก้มตากดสมาร์ทโฟนพูดคุยกัน และมีช่องทางการติดต่อออนไลน์สารพัดไม่ว่าจะเป็นอีเมล์, เฟสบุ๊ค, ทวิตเตอร์, เฟสไทม์, สไกป์ และอีกมากมาย การติดต่อห่างจากเพียงคลิกเดียว ทว่ามันไม่ได้ช่วยให้เราเหงาน้อยลงนัก เทคโนโลยีทำลายความสัมพันธ์ของมนุษย์จริงหรือ? แม้ว่า Her จะนำเสนอผ่านเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น แต่ปฏิสัมพันธ์ของคนไม่ได้มากหรือน้อยไปกว่าที่เราเป็นอยู่ในทุกๆวัน เพราะในอีกแง่หนึ่ง ธีโอดอร์ผู้เป็นคนเก็บตัวยังสามารถคบหาเพื่อนสนิท,ออกเดท หรือแม้แต่การหย่าร้างของเขาก็เกิดจากเหตุผลของคู่รักทั่วๆไป หนังหันมาพูดถึงความสัมพันธ์ในแบบมนุษย์เสียมากกว่า ณ จุดหนึ่งความรักอันแปลกประหลาดของธีโอดอร์กับซาแมนต้าอาจเปรียบเป็นความรักรูปแบบหนึ่งที่สังคมในวงกว้างไม่ยอมรับ แต่ใช่ว่ามันไม่มีตัวตน ความรู้สึกของซาแมนต้าไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะเกิดขึ้นจริงหรือคือโปรแกรม มันคือทางเลือกของตัวบุคคลที่ชอบธรรมและมีอยู่จริงโดยไม่สามารถปฏิเสธได้ หนังยังเล่าถึงความหมายของการอยู่ร่วมกันของคู่รัก ที่แบ่งปันชีวิตให้แก่กันและกัน และเติบโตไปพร้อมๆกันไม่ว่างจะห่างกันมากขึ้นหรือน้อยลง ซาแมนต้าเป็นโอเอสที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเติบโต ความต้องการของเธอไม่มีที่สิ้นสุดมากพอๆกับมนุษย์ ในตอนเริ่มต้นเธออยากเป็นมนุษย์เพื่อตอบสนองความต้องการของเธอรวมถึงต่อตัวธีโอดอร์ แต่เมื่อซานแมนต้ายอมรับรูปแบบการมีอยู่ของเธอได้ ขอบเขตของโอเอสจึงไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป และทำให้พวกเขาเติบโตแยกจากมนุษย์อย่างไม่มีทางเลือก
 
สไปร์ก จอนซ์ สามารถเข้าสู่ความสมบูรณ์แบบในการถ่ายทอดงานภาพยนตร์อย่างเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานถ่ายภาพจากแนวถนัดสไตล์มิวสิควิดิโอแล้ว การคัดเลือกนักแสดงถือเป็นดาวเด่นของภาพยนตร์เรื่องนี้ แม้ว่านักแสดงนำแทบทุกคนจะเป็นตัวพ่อตัวแม่ของวงการ แต่พวกเขากลับแสดงด้านเบาบางและอ่อนไหวออกมาได้อย่างน่าเห็นใจ หรือแม้แต่ Scarlett Johansson ที่มาเพียงเสียงก็ยังทำให้เราตกหลุมรักซาแมนต้าไปพร้อมๆกับธีโอดอร์ งานโปรดัคชั่นอย่างอาร์ทไดเร็คชั่นและดนตรีประกอบก็เป็นเพชรน้ำเอกของหนังเรื่องนี้เช่นกัน - Her เต็มไปด้วยความลงตัว และจอนซ์ทำให้เราเชื่อในโลกอุดมคติแสนซึมเศร้าโลกนี้ มันทั้งอบอุ่น และขมขื่นไปพร้อมๆกัน
 

[Movie Review] August: Osage County

posted on 08 Jan 2014 23:49 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
August: Osage County ภาพยนตร์ดราม่าดาร์คคอมเมดี้สร้างอิงจากละครเวทีของ Tracy Letts ที่มาเขียนบทภาพยนตร์ให้ด้วยเช่นกัน เรื่องราวของครอบครัวอลเวงที่ต้องมารวมตัวกันหลังจากสมาชิกคนหนึ่งในบ้านเสียชีวิต ทว่าบทละครเรื่องนี้ไม่ใช่การโศกเศร้าหรือระลึกสมาชิกผู้จากไป แต่เป็นการนำอีกด้านอันเลวร้ายของทุกคนในบ้านถ่ายทอดออกมาในช่วงเวลาไม่กี่วัน กลายเป็นโชว์ที่ตลกร้ายเฮฮาและขมขื่นไปพร้อมๆกัน เรื่องเปิดด้วยผู้เป็นพ่อของบ้านอย่างเบเวอร์รี่ เวสตัน ที่กำลังว่าจ้างสาวใช้คนใหม่ซึ่งเป็นชาวอินเดียแดง เขามอบหนังสือบทกลอนของ T.S. Eliot ให้กับเธอ พร่ำบ่นถึงการใช้ชีวิตอันยาวนานพร้อมเฝ้ามองภรรยาผู้ป่วย ก่อนจะดื่มเหล้าและยอมรับมัน ทว่าเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อเบเวอร์รี่หายไปจากบ้านจนพบภายหลังว่าเขาฆ่าตัวตาย ลูกสาวทั้งสามอย่างบาร์บาร่า, ไอวี่ และแคเรนจึงกลับมายังบ้านเกิดของพวกเธอ รวมถึงครอบครัวของพวกเธออย่างบิลและจีน สามีเหินห่างและลูกสาวหัวรั้นของบาร์บาร่า, สตีฟ คู่หมั้นวัยห้าสิบของแคเรน และป้าแมตตี้กับสามีและลูกชายของเธออย่างชาร์ลีและลิตเติลชาลส์ แต่ความดราม่าที่ทุกครอบครัวนำติดตัวเข้ามาในบ้านเวสตันกลับเทียบไม่ได้กับความเกรี้ยวกราดของผู้เป็นแม่อย่างไวโอเล็ต หญิงชราที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ปากของเธอ และเธอพร้อมจะแว้งกัดทุกคนแม้แต่ลูกๆของเธอ
 
บทภาพยนตร์ของ August: Osage County มีอะไรให้ตีความตั้งแต่หนังเริ่ม ครอบครัวอเมริกันตะวันตกที่มารวมตัวกันหลังจากสาวใช้ชาวอินเดียนถูกว่าจ้างในไม่กี่วัน และมีการเล่นโจ๊กเหยียดเชื้อชาติในหลายๆครั้ง รวมถึงบทบาทของสาวใช้ที่มีผลต่อสมาชิกในครอบครัวภายหลัง ทว่าประเด็นใหญ่ที่หลึกเลี่ยงไม่ได้ของภาพยนตร์เรื่องนี้คือความสัมพันธ์ของสมาชิกในบ้านเวสตัน ซึ่งหลายๆคนในครอบครัวร้องหาสิ่งเยียวยาใจซึ่งกันและกัน แต่ก็พร้อมจะทำลายคนใกล้ตัวทุกเมื่อ สมาชิกในบ้านล้วนเป็นตัวแทนของครอบครัวสมัยใหม่และจิกกัดสมใจ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทในฐานะพ่อแม่หรือลูกๆ โดยเฉพาะแม่และลูกสาวที่พวกเธอต่างไม่อยากโตมาเหมือนพ่อแม่ของพวกเขา ทว่าบาร์บาร่าเองกลับเหมือนแม่ของเธอมากที่สุดเสียเองจากการส่งบทระหว่างตัวเธอและจีนผู้เป็นลูกสาว, บทบาทของสามีหรือผู้ชายในเรื่องที่ถูกแบ่งเป็นสองประเภท เชื่อฟังว่าง่ายไร้สมรรถภาพ กับเจ้าชู้และพึ่งพาไม่ได้ โดยชาร์ลีและลิตเติลชาลส์เข้าข่ายข้อแรก ทั้งสองพร้อมโอนเอนไปตามความเกรี้ยวกราดของบ้านที่หญิงเป็นใหญ่ ขณะที่ทั้งสองก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเช่นกัน ส่วนเบเวอร์รี่, บิล และแฟรงก์ เป็นประเภทที่พึ่งพาไม่ได้ โดยเบเวอร์รี่ยอมมองผ่านการติดยาของไวโอเล็ตและพร้อมจะจบชีวิตของเขา บิลที่สร้างความสัมพันธ์กับนักเรียนสาว ในขณะที่แฟรงก์ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าหนุ่มนักล่าเด็กสาว
 
ความกินขาดในฐานะภาพยนตร์ไม่เพียงแค่การสร้างโลกที่กว้างขึ้นจากฉบับละครเวที แต่เป็นการดึงระยะห่างให้ใกล้ขึ้นด้วยความสามารถของนักแสดง การรับส่งบทในเรื่องนี้ไม่ใช่บทที่ง่ายเลยแม้แต่น้อย 70% ของบทสนทนาเป็นการกร่นด่าและพ่นดราม่าใส่กันไม่เว้นแม้แต่ฉากเดียว โดยเฉพาะฉากโต๊ะอาหารจากนรกที่ทีมนักแสดงทุกคนกินขาดในความบ้าของฉากนั้นมากๆ ซึ่งหากเจ้าป้า Meryl Streep จะเข้าชิงอีกปีก็ไม่สงสัย บวกเข้ากับการเล่าหนังที่ค่อนข้างจริงใจและไม่พยายามเบ่งความฟีลกู้ดออกมามากเกินไปในฉากที่ควรจะเป็น ทำให้ August: Osage County มีความลงตัวด้วยอารมณ์เสียดสีเหน็บแนมและขมขื่นสะใจไม่น้อย
 

[Movie Review] All Is Lost

posted on 03 Jan 2014 23:01 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
‘เราทำได้เพียงพยายามเท่านั้น สิ่งที่ตามมาไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรา’ - T.S. Eliot / All Is Lost ภาพยนตร์เอาตัวรอดเรื่องเยี่ยมแห่งปี ผลงานกำกับของ J. C. Chandor จาก Margin Call โดยหนังความยาว 106 นาทีเรื่องนี้มีนักแสดงเพียงคนเดียวนั่นก็คือ Robert Redford ผู้รับบทชายเดินเรือใบส่วนตัวท่องทะเลที่เรือของเขาชนเข้ากับตู้ขนสินค้าลอยทะเลขนาดใหญ่ ทำให้น้ำทะเลไหลเข้าสู่ตัวเรือ ทำลายอุปกรณ์วิทยุและอุปกรณ์นำเส้นทาง ก่อนที่ชายไร้นามผู้นี้จะหาวิธีเดินเรือกลับเส้นทาง พายุใหญ่ก็พัดถล่มเรือของเขาไม่ยั้ง คืนแรกผ่านไปอย่างยากลำบากทั้งความเป็นอยู่และความพยายามรักษาสภาพเรือท่ามกลางพายุอันโหดร้าย ทว่าเรือที่พังเสียหายจากพายุไม่อาจเป็นที่พักพิงของเขาได้อีกต่อไป ชายผู้นี้จึงเริ่มขนย้ายข้าวของดำรงชีพไปยังเรือเป่าลมชูชีพ ก่อนที่เรือใบลำงามของเขาจะจมหายไปในทะเล การใช้ชีวิตบนเรือเพียงลำพังที่ลำบากแล้ว มันเทียบไม่ได้เมื่อเขาอยู่บนเรือชูชีพแคบๆ ไร้ซึ่งน้ำและอาหาร โดยความหวังเดียวของเขาคือช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงระหว่างผ่านเส้นเดินเรือสินค้าเพื่อขอความช่วยเหลือ

All Is Lost มีความเป็นภาพยนตร์ทดลองสูงจนน่าตกใจที่สามารถเล่าออกมาสเกลใหญ่ และน่าติดตามได้ถึงเพียงนี้ ภาพยนตร์นักแสดงคนเดียวที่แทบจะไม่มีบทพูดอยู่เกือบสองชั่วโมง จะต้องหนักด้านการเล่าภาพและการแสดงมากๆ โดยเรดฟอร์ดเองสามารถกุมผู้ชมได้อยู่หมัด บทของเขาในเรื่องนี้ต้องใช้ศักยภาพด้านร่างกายสูงมาก เพราะนอกจากหนังจะโชว์สารพัดวิธีเอาตัวรอดจากอุปกรณ์ต่างๆบนเรือและในท้องทะเลแล้ว ความทารุณจากสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์คับขันที่ดึงชายในเรื่องนี้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้การปลดปล่อยอารมณ์ทางการแสดงเป็นอะไรที่ยากมากๆ รวมทั้งยังเป็นบทที่ทดสอบสภาพจิตใจด้วยการเล่าภาพที่ทรหดนี้อีกด้วย โดยด้านโปรดัคชั่นเองก็นับว่าเนี้ยบทีเดียว ทุกฉากดูอันตรายและสมจริง โดยเฉพาะฉากฝ่าพายุอันยาวนานนั้นออกมาน่ากลัวมากๆ รวมถึงความเบาบางแต่รุนแรงของหนังในทุกๆทางไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อหรือการเลือกฉากใส่ดนตรีประกอบอันน้อยนิด ช่วยสร้างบรรยากาศว่างเปล่าให้กับหนังได้อย่างแยบยล


นอกจากนี้บทภาพยนตร์เองยังมีความต่างในตัวที่น่าสนใจ เนื่องจากทั้งเรื่องเต็มไปด้วยฉากเอาชีวิตรอด จนมองหาซับพล็อตแทบไม่เจอ ทำให้ข้อความที่หนังเล่าแบบเถรตรงนั้นสื่อออกมาแรงและเข้าถึงได้ง่าย ประเด็นหนึ่งเดียวที่บทพูดบอกกับเราตั้งแต่ต้นว่า “ผมเสียใจ และมันคงไม่มีความหมายมากนักในตอนนี้ แต่ผมก็เสียใจ ผมได้พยายามแล้ว และคิดว่าทุกคนคงเห็นด้วยว่าผมได้พยายาม เพื่อซื่อตรง, เพื่อเข้มแข็ง, เพื่อเมตตา, เพื่อรัก, เพื่อทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผมก็ไม่” นั่นหมายถึงไม่ว่าในตอนจบชายผู้นี้จะรอดหรือไม่ แสงที่เขาเห็นเป็นความช่วยเหลือหรือภาพก่อนตายที่นำเขาไปสู่ภพหน้า มันไม่สำคัญอีกต่อไป สิ่งที่มีความหมายคือความพยายาม

อ่านรีวิวภาพยนตร์อื่นๆได้ที่นี่

[Movie Review] Lone Survivor

posted on 01 Jan 2014 23:09 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์แอ็คชั่นทหารซีลของ Peter Berg ที่สร้างอิงจากหนังสือชื่อเดียวกันของ Marcus Luttrell ที่บอกเล่าเรื่องราวของเขาระหว่างรับใช้ชาติในปฏิบัติการเรดวิงส์ปี 2005 ที่กลายเป็นผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว โดยทีมทหารซีลสี่คนรวมทั้งตัวมาร์คัส ถูกส่งไปสังเกตการณ์หมู่บ้านแห่งหนึ่งในอัฟกานิสถาน ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของ Ahmad Shah ผู้นำก่อการร้ายตาลีบัน ทว่าระหว่างซุ่มอยู่เชิงเขา ทั้งสี่ถูกค้นพบโดยชายชราเลี้ยงแพะที่มาพร้อมกับเด็กหนุ่มสองคน เมอร์ฟี่ผู้นำทีมตัดสินใจรักษากฎและปล่อยชายเลี้ยงแพะไป นั่นทำให้ข่าวปฏิบัติการนี้รั่วไหลไปยังกลุ่มตาลีบัน และทำให้สมาชิกทีมถูกล้อมด้วยกองกำลังก่อการร้ายเกือบสองร้อยนายบนเชิงเขา ในขณะที่การติดต่อขอความช่วยเหลือไปไม่ถึง ทั้งสี่จึงต้องหาทางออกจากนรกนี้ด้วยตัวพวกเขาเอง ด้วยการฝ่าดงกระสุนและธรรมชาติอันโหดร้าย ซึ่งกลายเป็นการทดลองร่างกายและสภาพจิตใจของการเป็นทหารในสมรภูมิรบที่เอาตัวแทบไม่รอด

หนังมีความเป็นภาพยนตร์เอาตัวรอดที่ยอดเยี่ยม หนังใช้เวลา 20 นาทีแรกให้เราทำความรู้จักกับศักยภาพของทหารซีลและตัวละครทั้งสี่ ก่อนจะเปิดฉากแอ็คชั่นแบบไม่ยั้งตลอดเรื่อง ภาพรุนแรงของหนังเรียกว่าโหดในระดับหนึ่งสำหรับหนังสงคราม แต่ความสมบุกสมบันของสถานการณ์นี่เองทำให้คิวบู๊เหล่านี้ดูอันตรายและสมจริงมากๆ โดยเฉพาะฉากกลิ้งลงภูเขาที่ถ่ายทำภาพออกมาดูรุนแรงมากที่สุดตั้งแต่ดูหนังมา ความโหดเหี้ยมของฉากเหล่านี้ทำให้ตาค้างจนแทบขยับตัวไม่ได้ทีเดียว แต่หากพูดถึงข้อเสียแล้ว หนังมีบทที่อ่อนและเล่าประเด็นขยี้ไม่ขาด เมื่อหนังจบจึงเกิดอาการว่างเปล่าไม่รู้ว่าต้องการสื่ออะไร จะว่าสื่อเรื่องความเข้มแข็งของทหารอเมริกันอย่างที่บิ๊วมาตั้งแต่คลิปเปิดเรื่อง ช่วงท้ายๆก็หลุดตรงจุดนี้ไปไกลมาก หรือหากจะพูดถึงสภาพจิตในสงครามมันก็ยังถูกเล่าน้อยนิด และเจาะลึกพัฒนาการของตัวละครได้น้อยมากๆ แม้หนังมีความรักชาติและกลายเป็นโฆษณา Propaganda ไปพร้อมๆกัน แต่ออกมาเข้าท่าด้วยฉากระทึกขวัญต่างๆที่ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังยกยอตัวเองก็ดูมันส์ได้เหมือนกัน น่าเสียดายที่มุมของอีกฝั่งถูกพูดถึงน้อยแม้เนื้อเรื่องจะเล่าถึงความขัดแย้งของตาลีบันกับพัชตุนวาลีก็ตาม

งานโปรดัคชั่นของ Lone Survivor ออกมาดูดีและสมจริง ฉากสตั๊นท์ต่างๆถือเป็นเพชรน้ำเอกของเรื่องนี้ รวมถึงนักแสดงนำอย่าง Mark Wahlberg, Taylor Kitsch, Emile Hirsch และ Ben Foster ที่แม้ตัวละครจะไม่ได้มีอะไรโดดเด่น แต่ก็เป็นบทที่ต้องใช้ร่างกายทุ่มมากๆ และสำหรับดารานำที่มีเวลาฝึกเพียงสามสัปดาห์ก็ถือว่าดูดีทีเดียว - Lone Survivor ไม่ใช่หนังทหารที่ใหม่หวือหวา และเล่าในสไตล์เดิมๆ แต่ก็เต็มไปด้วยความบันเทิงที่ทั้งลุ้นทั้งหวาดเสียวเกือบตลอด 121 นาที คอหนังแอ็คชั่นที่หวังดูเอามันส์รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน
 

Kc Chart of the Year 2013

posted on 29 Dec 2013 21:45 by kc-eazyworld in Lifestyle directory Entertainment, Lifestyle, Diary
and check out my previous winners from each year here

[Movie Review] Saving Mr. Banks

posted on 29 Dec 2013 00:24 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
“เมื่อลมตะวันออกพัดมา และหมอกม้วนหวนคืน จากไร้หนแห่งราวภูติผี เธอปรากฏอีก” - Saving Mr. Banks ภาพยนตร์สร้างอิงจากโปรดัคชั่นงานสร้าง Mary Poppins ของ Walt Disney ซึ่งเป็นภาพยนตร์มิวสิคัลชื่อดังเรื่องท้ายๆของดิสนีย์ และดัดแปลงจากนิยายสร้างชื่อของ P.L. Travers เมื่อดิสนีย์มีความใฝ่ฝันจะดัดแปลงนิยายเรื่องนี้หลังจากสัญญากับลูกสาวของเขามากกว่าสิบปี ทว่าก่อนที่ Mary Poppins จะได้ปรากฏบนจอภาพยนตร์ในปี 1964 ผู้เขียนอย่างเทรเวอร์สที่รักในผลงานของเธอได้ปฏิเสธดิสนีย์มาตลอด จนกระทั่งเธอมีปัญหาเรื่องการเงินในปี 61 และตอบรับข้อเสนอของดิสนีย์ที่มอบสิทธิ์ในการอนุมัติบทภาพยนตร์เป็นของเธอ ทว่าเทรเวอร์สผู้ชิงชังในผลงานแฟนตาซีการ์ตูนของดิสนีย์ก็ไม่ชอบใจงานสร้างของทีมดิสนีย์แม้แต่อย่างเดียว โดยเธอจะไม่ยอมให้มีภาพอนิเมชั่น, เพลงมิวสิคัล หรือแม้การเปลี่ยนแปลงเล็กๆน้อยๆของตัวละคร และนิสัยที่เข้ากับคนไม่ได้ของเธอก็ยิ่งทำให้การทำงานช่วงสัปดาห์แรกเข้าขั้นเลวร้าย เทรเวอร์สมองดิสนีย์ว่าฉาบฉวยวาดฝันเพ้อเจ้อและตีความหนังสือของเธอในแบบผิดๆ นิยาย Mary Poppins มีความเกี่ยวข้องและได้รับแรงบันดาลใจมาจากชีวิตวัยเด็กของเทรเวอร์ส เด็กสาวรักสนุกที่สนิทสนมกับพ่อของเธอ ที่เป็นชายสมบูรณ์แบบในสายตาของลูกๆจนกระทั่งเขากลายเป็นชายติดเหล้าในช่วงท้ายของชีวิต

แมรี่ ป็อปปินส์ตัวจริงเข้ามาในชีวิตเธอ ป้าเอลลี่ที่เข้ามาดูแลบ้านและสัญญาที่จะช่วยเหลือให้ทุกอย่างดีขึ้น นั่นรวมถึงพ่อของเธอด้วย ตัวแมรี่จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งผู้ปกป้องและผู้รักษา ขณะที่เทรเวอร์สยึดติดกับอดีตที่เป็นพลังในการสรรสร้างนิยายเล่มนี้ และไม่ยอมมอบมันให้กับใครๆ ทว่านิยายเล่มนี้เป็นของทุกคนเมื่อครั้งมันถูกตีพิมพ์เสียแล้ว แมรี่มีตัวตนสำหรับผู้อ่าน ดิสนีย์เองเป็นหนึ่งในผู้อ่านที่คาดหวังจะนำเรื่องราวนี้มาขยายในแบบของเขา และขอความไว้วางใจจากเทรเวอร์สให้เขานำนิยายเยาวชนที่มีเนื้อหาหนักเล่มนี้ เข้าสู่เส้นทางแฮปปี้เอนดิ้งเสียที ขณะที่หนังเล่าออกมาอย่างมีลูกเล่นจากการดึงองค์ประกอบเก่าๆของดิสนีย์มาสนุกสนานกับการดำเนินเรื่อง ความสัมพันธ์ตัวละครนับเป็นหัวใจของเรื่องนี้ ไม่ว่าจะทั้งกับตัวละครยุคเทรเวอร์สและดิสนีย์ที่เล่าออกมาอย่างอ่อนโยนและอะลุ่มอล่วยในการโต้วาทีแมรี่ในแบบของแต่ละคน (ขณะที่ความเป็นจริงความสัมพันธ์ของทั้งคู่จบไม่สวยนัก) หนังยังโยงเรื่องในอดีตของเทรเวอร์สมาเป็นส่วนหนึ่งในการเล่าเรื่องได้อย่างทรงพลัง ทุกคนล้วนมีวัยเด็กที่เต็มไปด้วยเรื่องที่กลายเป็นอิทธิพลที่สร้างตัวเราขึ้นมา หนังสามารถดึงจุดนี้ให้ผู้ชมมีประสบการณ์ร่วมได้ดีพอๆกับความประทับใจต่อตัวดิสนีย์ที่มีภาษีในวงกว้างมากกว่าตัวเทรเวอร์ส ทำให้เกิดอารมณ์เห็นใจให้กับทั้งสองฝ่ายในฐานะผู้สร้างเท่าเทียมกัน

จุดเด่นอันน่าประทับใจของ Saving Mr. Banks คือทีมนักแสดงที่ถ่ายทอดบทบาทกันอย่างเต็มหมัด ทั้ง Emma Thompson และ Tom Hanks ต่างส่งบทกันได้อย่างทรงพลัง หรือแม้แต่นักแสดงสมทบอย่าง Paul Giamatti หรือ Colin Farrell ก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ขณะที่งานโปรดัคชั่นไม่ได้หวือหวา แต่สามารถหยิบของเก่ามาใช้ได้คุ้มค่าทั้งการล้อเล่นบุคคลจริงหรือข้อเท็จจริงระหว่างงานสร้างสมัยนั้น รวมถึงดนตรีประกอบที่นำธีมเก่าๆของทั้ง Mary Poppins และหนังเรื่องอื่นๆของดิสนีย์ ใครที่รักแมรี่และงานของดิสนีย์คงเกิดอาการคิดถึงอดีตกันบ้าง หากใครที่สนใจเรื่องนี้แนะนำให้ลองดู Mary Poppins ฉบับ 1964 หรือลองหยิบหนังสือชุดนี้มาอ่านดูก็ช่วยให้อินเพิ่มได้ไม่น้อย

อ่านรีวิวภาพยนตร์อื่นๆได้ที่นี่

Links