[Movie Review] The Lego Movie

posted on 31 Mar 2014 02:16 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
ภาพยนตร์สรรค์สร้างจินตนาการที่มีบทที่ฉลาด และมีสเน่ห์ ถึงแม้มุกจะพาแป้กและมีเนื้อเรื่องที่ฟังดูไม่เข้าท่านัก แต่หนังยังสามารถหากิมมิคเล็กๆที่เข้าถึงผู้ชมทุกวัยได้อย่างน่าค้นหา ด้วยการใช้วัตถุดิบที่มีอยู่อย่างคุ้มค้า ชวนให้นึกถึงคราว Wreck-It Ralph ที่สร้างแรงบันดาลใจคล้ายๆกัน
 

[Movie Review] Oscars - Best Picture Nominations 2014

posted on 28 Feb 2014 12:32 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment

[Movie Review] Philomena

posted on 11 Feb 2014 06:58 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
“จงดีกับผู้คนในขาขึ้น เพราะคุณอาจพบพวกเขาในขาลง” - Philomena ภาพยนตร์ดราม่าของ Stephen Frears จาก The Queen สร้างอิงจากหนังสือ The Lost Child of Philomena Lee ของ Martin Sixsmith ที่บอกเล่าเรื่องจริงอันน่าทึ่งของการตามหาลูกชายนานกว่า 50 ปีของฟิโลมิน่า หญิงชาวไอริชที่ถูกบังคับให้ยกลูกของเธอให้กับโบสถ์ และถูกพรากลูกพรากแม่ตั้งแต่ลูกชายของเธอยังเล็ก ฟิโลมิน่าได้รับความช่วยเหลือจากมาร์ติน นักเจอร์นัลลิสต์ที่กำลังถูกวิพากย์วิจารณ์อย่างหนักกับงานเก่าของเขาใน DTLR เรื่องราวของฟิโลมิน่าสร้างความสนใจให้กับมาร์ติน และทำให้เขาเริ่มสืบหาแอนโธนี ลูกชายของฟิโลมิน่า ทว่าขณะที่โบสถ์อ้างว่าเอกสารรับอุปถัมภ์ของแอนโธนีถูกเผาไปในเพลิงไหม้ มาร์ตินกลับได้ยินข่าวลือถึงการขายเด็กให้กับเศรษฐีอเมริกันเมื่อครั้งอดีต เมื่อการตามหาในไอร์แลนด์ถึงทางตัน ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางไปยังอเมริกาและทำให้ได้พบประวัติของแอนโธนี่ในที่สุด ฟิโลมิน่าได้พบกับผู้คนที่เคยรู้จักกับแอนโธนี่ รวมถึงความจริงอันน่าตกใจของโบสถ์ที่ทำผิดต่อเธอ

เฟรียร์สเป็นผู้กำกับที่มีความสามารถในการเล่าเหตุการณ์อันน่าหดหู่ให้ออกมามีสเน่ห์และน่าติดตาม ด้วยวิธีเล่าไม่ได้หวือหวาและออกจะเบาบางน่าค้นห้าด้วยซ้ำไป Philomena สามารถดึงเรื่องราวอันทรงพลังเรื่องนี้มาอยู่ในภาพยนตร์อย่างเต็มรูปแบบ ขณะที่เรื่องราวทั้งหมดพูดถึงตัวฟิโลมิน่ากับประสบการณ์ของเธอ ทว่าเฟรียร์สสามารถหยิบความเป็นหนังสือมาใส่ได้อย่างยอดเยี่ยม ตัวละครมาร์ตินกลายเป็นหนึ่งในด้านสะท้อนต่อเรื่องราวนี้มากพอๆกับฟิโลมิน่า ด้วยความที่หนังสือเองก็ถูกเล่าในมุมมองของเขาในฐานะเจอร์นัลลิสต์ ประเด็นของหนังถูกถ่ายทอดออกมาอย่างสวยงามด้วยบทภาพยนตร์ที่ถูกวางมาอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการตีความหมายของบาป, พระเจ้า และวงเวียนชีวิต ซึ่งกลายเป็นตัวชี้ชัดความยอดเยี่ยมของ Philomena เพราะด้วยประเด็นหนักๆเหล่านี้ หนังสามารถเล่าออกมาได้อย่างติดตลก, อบอุ่น และซึ้งกินใจในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นการแสดงของ Judi Dench และ Steve Coogan ถือเป็นแกนหลักที่ต่อยอดเรื่องราวอันทรงพลังของภาพยนตร์เรื่องนี้ ทั้งคู่สามารถเข้าถึงบทบาทและน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเดนช์ที่กลายเป็นตัวละครที่น่าจดจำมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเธอ

Philomena ยังมีงานโปรดัคชั่นที่อยู่ระดับดี ด้วยดนตรีประกอบที่ส่งรับกับหนังอย่างดีของ Alexandre Desplat วิธีเล่าภาพของหนังยังช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้กับบทอีกด้วย อย่างการเล่าสลับกับภาพวิดิโอที่เราอาจไม่อินในทีแรก แต่มันสามารถบรรจบในตอนจบอย่างดี เฉกเช่นเดียวกับการเดินทางของฟิโลมิน่าและมาร์ติน
 

[Movie Review] Nebraska

posted on 10 Feb 2014 10:33 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
Nebraska ภาพยนตร์ดราม่าคอมเมดี้ของ Alexander Payne จาก The Descendants บอกเล่าเรื่องราวของ Woody Grant ชายวัยชราติดเหล้า อดีตทหารช่างสงครามเกาหลี ตัดสินใจออกเดินทางเพื่อไปรับเงินรางวัล 1 ล้านดอลล่าร์หลังจากเข้าได้รับใบปลิวโฆษณาจากนิตยสารหนึ่ง แม้คนในครอบครัวจะบอกเขาเป็นเสียงเดียวกันว่ามันเป็นเพียงกลลวงทางตลาดที่หลอกให้คนเชื่อเท่านั้น วู้ดดี้ผู้ยังแนวแน่จะไปรับเงิน ยังคงพยายามหนีไปยังเนบราสก้าทุกครั้งที่มีโอกาส ทำให้เดวิดลูกชายของเขาตัดสินใจพาพ่อกลับไปยังเมื่อบ้านเกิด เพื่อให้พ่อยังมีความหวังเล็กๆทิ้งท้ายในช่วงบั้นปลายชีวิต และหวังจะเชื่อมความสัมพันธ์พ่อลูกที่ทั้งคู่ไม่เคยมี ทว่าการเดินทางครั้งนี้ไม่ราบรื่นอย่างที่คิดเมื่อทั้งคู่มาถึงเมืองเกิดของวู้ดดี้ ข่าวเงินล้านของเขาแพร่ไปอย่างรวดเร็วในเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยคนเก่าคนแก่ และทำให้วู้ดดี้กลายเป็นคนดังในชั่วข้ามคืน การเดินทางของสองพ่อลูกกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการรวมสมาชิกในครอบครัวที่ช่างหวานปนขมเสียเหลือเกิน

บทภาพยนตร์โดย Bob Nelson ในเรื่องนี้ช่างเต็มไปด้วยเสน่ห์เหลือล้น มุกขบขันต่างๆถูกหยอดเข้ามาอย่างมีจังหวะจนอดขำไม่ได้ Nebraska แม้จะมีอารมณ์หวนคืนอดีตอันน่าหงอยหงอย แต่ก็เต็มไปด้วยโมเมนต์น่ารักๆของเหล่าคนแก่ แม้หนังจะเป็นแนวเดินทางแต่ก็แตกต่างจากหนังประเภทดังกล่าวสิ้นเชิง Nebraska เน้นไปที่ความประหลาดของครอบครัวที่ทั้งอิ่มเอมและว่างเปล่าในเวลาเดียวกัน ขณะที่สมาชิกครอบครัวหลายๆคนไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่าเหาฉลามที่เข้ามาหวังผลประโยชน์จากวู้ดดี้ ชายที่ปฏิเสธคนไม่เก่งจนถูกเอาเปรียบอยู่เสมอ เช่นเดียวกับเหล่าผู้คนในเมืองที่เราเห็นว่าไม่มีใครสนใจว่าวู้ดดี้เป็นใครจนกระทั่งข่าวเงินล้านของเขาดังขึ้นมา หนังยังสามารถพูดถึงการหวนคืนอดีตได้อย่างกินใจ วู้ดดี้ไม่เคยเป็นคนสำคัญของใคร ตัวเขาเองอาจรู้สึกแบบเดียวกับสมาชิกในครอบครัวด้วย และเมื่อวู้ดดี้ได้กลายเป็นคนมีชื่อขึ้นมา มันกลายเป็นการเติมเต็มช่วงชีวิตที่ขาดหายไปอย่างประหลาด แม้เป้าหมายที่แท้จริงของเงินก้อนนี้จะเป็นเหมือนตัวแทนหรือมรดกของเขาที่อยากให้ผู้คนหรือลูกๆจดจำเขา และความหวังของเดวิดที่อยากมีประสบการณ์ดีๆร่วมกับพ่อของเขาก็ได้ทำให้ลูกมองพ่อแตกต่างออกไป ไม่ว่าพวกเขาจะไปถึงจุดหมายของทั้งคู่ได้จริงหรือไม่ก็ไม่สำคัญอีกต่อไป

ด้านโปรดัคชั่นของ Nebraska แม้จะไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่ถูกจัดวางและออกแบบมาอย่างดี หนังเล่าด้วยภาพขาว-ดำที่ช่วยสอดคล้องกับการย้อนสู่อดีตของวู้ดดี้ที่ทำให้ภาพดูไร้กาลเวลา การจัดองค์ประกอบภาพ, การจัดแสง และดนตรีประกอบถือว่าโดดเด่นในงานภาพยนตร์มากๆ รวมถึงทีมนักแสดงนำชั้นยอดที่เป็นเสน่ห์ให้กับ Nebraska อีกหนึ่งภาพยนตร์เดินทางที่คุ้มค่าและไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง
 

[Movie Review] The Wolf of Wall Street

posted on 09 Feb 2014 16:00 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
The Wolf of Wall Street ภาพยนตร์ดราม่าดาร์คคอมเมดี้ของ Martin Scorsese ที่นำเรื่องราวชีวประวัติของ Jordan Belfort หนุ่มนายหน้าซื้อขายหุ้นที่ใช้ช่องโหว่ทางการตลาดและสร้างฐานะให้กับเขาและพวก จากบริษัทที่เบลฟอร์ทร่วมก่อตั้งกับ Donnie Azoff พวกเขามั่งคั่งร่ำรวยจากเงินผิดกฎหมาย และปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือในคดีฉ้อโกงหลักทรัพย์ที่เกิดจากการทุจริตในวอลสตรีท เบลฟอร์ทและเหล่าพนักงานใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟื่อยและหมดเงินไปกับปาร์ตี้, ยาเสพติด และโสเภณี แม้พวกเขาจะมีเงิน, มีครอบครัว หรือมีทุกอย่างเกินความต้องการ แต่ก็ดูเหมือนว่าเงินเหล่านี้ไม่เคยพอ แม้เบลฟอร์ทจะถูกเอฟบีไอเพ่งเล็ง แต่ความภาคภูมิใจต่อบริษัทขายหุ้นของเขาทำให้เบลฟอร์ทท้าทายอำนาจรัฐซึ่งกลายเป็นมีดที่หั่นมาทิ่มแทงตัวเขาเอง และพิสูจน์คำพูดจากตัวเขาเองว่าไม่มีมิตรภาพในหมู่วอลสตรีท

ข้อดีของ The Wolf of Wall Street คือวิธีการเล่าของสกอร์เซซี หลายๆครั้งชวนให้นึกถึงสไตล์หนังมาเฟียยุคเก่าอย่าง Goodfellas โดยมีการตัดต่อและลำดับเรื่องใกล้เคียงกันด้วย บทภาพยนตร์คุมความเป็นดาร์คคอมเมดี้ได้ดีและดูสนุก หนังพูดถึงความมั่งคั่งร่ำรวยที่ได้มาเร็วและหายไปชั่ววูบได้เช่นเดียวกัน แต่จะไม่ได้ทรงพลังเท่ากับวิธีการเล่าของ Goodfellas แต่หนังก็มีโทนเล่าภาพที่น่าสนใจในแบบของตัวเอง รวมถึงเคมีที่เข้ากันกับนักแสดงนำอย่าง Leonardo DiCaprio ยังทำให้หนังน่าติดตามเข้าไปอีก และนับเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมชิ้นหนึ่งของดิคาปริโอที่เราไม่ได้เห็นเขาฉีกบทมานานมากในยุคหลังๆนี้ แม้ The Wolf of Wall Street จะมีทิศทางที่กล้าได้กล้าเสียในระดับหนึ่ง แต่หนังก็มีความเสี่ยงในตัวเองพอสมควร ส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างผู้ชมและตัวหนังคือเนื้อหารุนแรงอย่างการเสพยาและเซ็กส์ปาร์ตี้ที่มากเกินจำเป็น และทำให้หนังลากยากถึง 3 ชั่วโมงโดยใช่เหตุ ซึ่งหากตัดฉากเหล่านั้นไปบ้างอาจทำให้หนังกระชับและลื่นไหลกว่านี้

งานโปรดัคชั่นเป็นส่วนหนึ่งที่รู้สึกขัดตา และคาดว่าสกอร์เซซีจะติดสไตล์ภาพมาจาก Hugo ไม่มากก็น้อย เพราะหนังใช้ซีจีสร้างฉากเยอะมากจนเกินตัวภาพยนตร์ หลากฉากดูหลอกตาและผสมกับหน้าดิคาปริโอเข้าไปอีกจนนึกว่านั่งดู The Great Gatsby ของ Baz Luhrmann แต่หากใครเป็นแฟนของปู่สกอร์เซซีแล้วน่าจะชอบได้ไม่ยาก และแนะนำสำหรับคนรักหนังให้ลองไปชมความทะเยอทะยานของหนังเรื่องนี้ครับ
 

[Movie Review] Dallas Buyers Club

posted on 09 Feb 2014 15:58 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
Dallas Buyers Club ภาพยนตร์ดราม่าผลงานกำกับของ Jean-Marc Vallée สร้างจากชีวิตจริงของ Ron Woodroof ช่างไฟชาวเท็กซัสที่ติดเชื้อ HIV และเหลือเวลามีชีวิตอีกเพียง 30 วัน ในยุคปี 80 ที่การแพทย์ยังจำกัดทำให้ยังหาวิธีการรักษาที่เด็ดขาดไม่ได้ ขณะที่ยา AZT ที่รัฐบาลสหรัฐผลักดันขณะนั้นส่งผลเสียมากกว่าทางออก วูดรูฟจึงเริ่มหาวิธีรักษาจากทั่วโลกทั้งถูกหรือผิดกฎหมาย เมื่อเขาสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้นานกว่าคำวินิจฉัยของแพทย์ เขาจึงร่วมมือกับเรย์ยอน สาวประเภทสองที่ครั้งหนึ่งเขาเหยียดนักหนา และผยแพร่ยาสูตรใหม่ของเขาที่ช่วยให้ผู้ป่วยอยู่ได้นานที่สุดมากกว่าหาทางกำจัดไวรัสที่ส่งผลร้ายแรงต่อร่างกายคนไข้ ด้วยการลักลอบนำยาเข้ามาจากหลากประเภท และก่อตั้งดัลลัสบายเยอร์สคลับขึ้น ทำให้คลับนี้ตกเป็นเป้าการโจมตีของ FDA สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ที่ขัดขวางการทำงานของดัลลัสบายเยอร์สคลับให้ไม่เป็นที่เชื่อถือในสายตาของผู้ป่วยโรคเอดส์

Dallas Buyers Club แม้จะเป็นงานดราม่าที่มีเนื้อหาหนักโดยเฉพาะเป็นการอ้างอิงจากเรื่องจริง ทว่าทิศทางที่ผู้กำกับเลือกมาเล่านั้นนับว่าน่าสนใจทีเดียว หนังมีความติดดินอเมริกันและดำเนินไปอย่างจริงใจมากกว่าจะบีบคั้นดราม่าที่สามารถพลั่งพลูได้ทุกเมื่อในหนังประเภทนี้ รวมถึงวิธีการเล่าภาพที่ดูน่าเชื่อถือแม้บทภาพยนตร์จะเล่าจากมุมมองฝ่ายเดียวก็ตาม ตัวละครดูซื่อตรงและไม่ไขว้เขวไปตามไลน์เรื่องเพื่อบิ๊วอารมณ์ตามสไตล์หนังสเตอริโอไทป์ และยังออกมาทรงพลังได้ไม่แพ้กัน แต่ทว่าทีเด็ดของเรื่องนี้กลับไม่ใช่บทหนังหรืองานโปรดัคชั่น แต่เป็นการแสดงของ Matthew McConaughey และ Jared Leto ที่พยุงหนังไปได้จนสุดทาง แม้ส่วนตัวจะมีอคติกับการแสดงของแม็คคอนนาเฮย์ แต่ต้องยอมรับว่าวิธีแสดงของเขาเหมาะกับบทนี้จริงๆ และตีบทแตกไม่แพ้เลโต ผู้รับบทเป็นสาวประเภทสองที่ไม่ได้พยายามจนตลกและดูเป็นธรรมชาติมากๆ เคมีของตัวละครทั้งคู่ยังเป็นสีสันและจุดอิ่มตัวมากที่สุดของเรื่องอีกด้วย

ภาพยนตร์เรื่องนี้อาจไม่ใช่ทางออกสำหรับผู้ป่วย HIV แต่เป็นการสร้างแรงบันดาลใจและแรงผลักดันในหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการรังเกียจคนไข้หรือการเหยียดเพศที่สาม หนังสามารถโน้มน้าวผู้ชมให้ใกล้ชิดตัวละครได้ และการรับบทอันน่าทึ่งของทีมนักแสดงยังช่วยส่งให้หนังไปถึงจุดสูงสุดได้ไม่ยาก
 

Links