[Movie Review] The Hobbit: The Desolation of Smaug

posted on 12 Dec 2013 00:28 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
The Hobbit: The Desolation of Smaug ภาพยนตร์ผจญภัยแฟนตาซีภาคต่อของ Peter Jackson สร้างอิงจากหนึ่งในงานวรรณกรรมชิ้นเอกปี 1937 ของ J. R. R. Tolkien ที่ถูกแบ่งเป็นสามภาค ในภาคที่สองนี้บอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยหลังจากเหตุการณ์ในภาคแรก An Unexpected Journey เมื่อคณะเดินทางของธอรินเข้าใกล้เอเรบอร์ขึ้นทุกที อันตรายก็มากขึ้นกว่าทุกครั้ง บิลโบ้ผู้ซึ่งได้แหวนของเซารอนไปจากกอลลั่ม ทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นคนสำคัญของคณะเดินทาง ทว่าเวลาของพวกเขากลับเหลือน้อยเต็มทีที่จะไปถึงประตูลับของเอเรบอร์ก่อนหมดวันดูริน และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะผ่านป่าเมิร์กวู้ดที่กลายสภาพเป็นพิษ เต็มไปด้วยสัตว์ยักษ์อันตรายอย่างแมงมุม และเหล่าเอลฟ์ป่านำโดยราชาธรันดูอิล คู่อริผู้ไม่เป็นมิตรกับธอรินนัก ขณะที่กลุ่มคนแคระใกล้ถึงจุดหมายภูเขาโลนลี่ก็ได้ผ่านเมืองมนุษย์เลคทาวน์ และพบกับบาร์ด นักธนูหนุ่มที่ช่วยเหลือพวกเขาข้ามทะเลสาป เมื่อการเดินทางได้มาถึงที่หมายนั่นคือใต้ภูเขาที่เต็มไปด้วยกองทองมหึมา บิลโบ้และคณะเดินทางจะต้องพบกับมังกรสม็อกเสียที ในขณะที่แกนดาล์ฟแยกตัวไปพบภัยร้ายที่อาจเปิดเผยศัตรูที่แท้จริงของมิดเดิลเอิร์ธ
 
The Desolation of Smaug นับเป็นภาคที่มีเนื้อหาน่าสนใจมากที่สุดในสามภาค แม้จะเป็นภาคที่เล่าเพื่อเชื่อมโยงเนื้อเรื่องและเผยตัวละครใหม่ๆ ไม่ต่างกับคราว The Two Towers แต่ช่วงเนื้อหาที่เกิดขึ้นในภาคนี้ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับหลายๆอย่างในตัวหนัง ส่วนหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือการเปลี่ยนแปลงบุคลิกของตัวละคร เราไม่ได้เห็นตัวละครพระเอกขี่ม้าขาวสไตล์ Lord of the Rings อีกต่อไป ทุกตัวละครมีความเป็นสีเทาและมีเป้าหมายของตัวเองชัดเจน ธอรินที่กำลังเข้าสู่ด้านมืดและหลงมัวเมากับสมบัติใต้ภูเขา มองข้ามคนใกล้ตัวในหลายๆครั้งไม่เพียงแค่กับบิลโบ้เท่านั้น สม็อกมังกรผู้โอ้อวดและหลงในความแข็งแกร่งตัวเอง ดูจะเป็นภาพสะท้อนธอรินได้ดี ขณะที่บิลโบ้เองเริ่มมีนิสัยหัวขโมยมากขึ้น และโดนแหวนครอบงำรวดเร็วจนน่าแปลกใจ รวมถึงตัวละครใหม่ๆอย่างธรันดูอิล และบาร์ด ที่ต่างมีปัจจัยหลายๆอย่างที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะเบนหน้าหนีจากปัญหา ขณะที่ทอเรียลกับเลโกลัสยังเล่นบทวัยรุ่นที่พุ่งเข้าหาปัญหาโดยไม่แลหลัง ด้านเนื้อเรื่องนั้นมีการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มจากหนังสือในหลายๆอย่าง ข้อดีคือมันเพิ่มพื้นฐานตัวละครให้มีมิติมากขึ้น แม้แต่ตัวละครรองจากภาคแรกอย่างคิลียังขโมยซีนได้นักต่อนัก ฉากโรแมนซ์ของเขาและทอเรียลก็ยังเพิ่มชีวิตชีวาให้กับหนังได้
 
ฉบับหนังเก็บรายละเอียดต่างๆได้ดีทั้งความขัดแย้งของธอรินกับธรันดูอิลในเรื่องของเพชร รวมถึงการสานเรื่องไปยังโดลกุลดัวร์ที่นอกจากจะเชื่อมต่อไปไตรภาคที่แล้ว ยังช่วยเพิ่มความกดดันของเรื่องที่ทำให้ผู้ชมสัมผัสได้ว่าการกำจัดมังกรไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ฉากที่เพิ่มเข้ามายังเพิ่มแอ็คชั่นที่บ้าพลังมากๆ ไม่ว่าจะเป็นการปะทะของกลุ่มคนแคระ-เอลฟ์-ออร์ค ระหว่างลอยถังหนีจากเมิร์กวู้ด ลูกเล่นดูตื่นเต้นและสนุกเฮฮามากๆ งานสร้างนับว่าเหนือชั้นไม่ต่างกับฉากถ้ำก็อบลินภาคแรก ขณะที่ฉากของสม็อกในเอเรบอร์ก็อลังการไม่แพ้กัน งานด้านภาพและ VFX เรียกว่าโชว์ศักยภาพจริงๆเริ่มที่ตัวสม็อกก็ว่าได้ มันสมจริง, ยิ่งใหญ่ และน่าเกรงขามมากๆ แค่ฉากคุยธรรมดาๆยังรู้สึกได้ว่านี่เป็นมังกรในงานภาพยนตร์ที่ดีที่สุดตั้งแต่ถูกสร้างมา นอกจากนี้โปรดัคชั่นฉากและพร็อพต่างๆเรียกว่าจัดเต็มยิ่งกว่าภาคแรก หากชมในระบบสามมิติและระบบ HFR ด้วยแล้วจะยิ่งได้ภาพที่สมบูรณ์เข้าไปอีก - The Hobbit: The Desolation of Smaug เป็นหนังเปิดทางให้กับภาคต่อไปอย่างยอดเยี่ยม เรียกว่าจบค้างซะนึกว่าเป็นซีรีส์ที่มีตอนใหม่ฉายสัปดาห์หน้า หนังมีอะไรที่พัฒนากว่าภาคแรกมาก รวมถึงยกระดับงานภาพยนตร์แฟนตาซีที่ยังคงไม่มีหนังเรื่องไหนโค่นแฟรนไชส์นี้ลงได้
 

Comment

Comment:

Tweet

Links