[Movie Review] Snowpiercer

posted on 06 Dec 2013 21:42 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
Snowpiercer ภาพยนตร์ทริลเลอร์หลังโลกาวินาศทุนสร้างเกาหลีใต้ โดยผู้กำกับ Bong Joon-ho ได้หยิบเอาหนังสือการ์ตูนฝรั่งเศสเรื่อง Le Transperceneige ของ Jacques Lob, Benjamin Legrand และ Jean-Marc Rochette มาทำเป็นหนังใหญ่ครั้งแรก รวมทั้งยังเป็นหนังที่พูดภาษาอังกฤษเรื่องแรกของบองด้วย เรื่องราวของโลกอนาคตที่ผลิตเทคโนโลยีเพื่อทำลายภาวะโลกร้อน แต่ทว่าขีปนาวุธที่ยิงไปปรับเปลี่ยนชั้นบรรยากาศของโลกกลับทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งเสียแทน ผู้คนที่รอดชีวิตต่างตีตั๋ววีไอพีขึ้นรถไฟแห่งชีวิตขบวนสุดท้าย ขณะที่ผู้โดยสารทั่วไปต่างต้องต่อสู้จากสภาวะแวดล้อมและต่อสู้กันเองเพื่อขึ้นไปมีชีวิตรอดบนรถไฟ 17 ปีผ่านไป เหล่าผู้รอดชีวิตที่ขึ้นรถไฟมาด้วยตั๋วฟรี ถูกทิ้งให้อยู่อย่างแออัดและอดอยาก ทำให้เคอร์ติส หนุ่มไฟแรงผู้มีอิทธิพลในหมู่ผู้คนท้ายขบวน ได้วางแผนก่อกบฏยึดเครื่องจักรที่เหมือนเป็นหัวใจของรถไฟขบวนนี้ แต่การผ่านระบบประตูของแต่ละโบกี้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงต้องเข้าแหกคุกนำตัวโทษนัมกุง มินซู วิศวกรมือเอก และลูกสาวของเขา เพื่อเดินทางผ่านโบกี้นับสิบไปยังหัวขบวนเพื่อล้มล้างระบบปกครองบนรถไฟ โดยไม่รู้ว่ามีแผนการเลวร้ายรอพวกเขาอยู่
 
นี่คือภาพยนตร์ปฏิวัติที่แปลกตามากที่สุดเรื่องหนึ่ง แม้จะเป็นผลงานดัดแปลงที่ส่วนผมไม่รู้ว่าดึงมาจากต้นฉบับมากน้อยแค่ไหน ทว่าบทของ Snowpiercer เป็นอะไรที่น่าสนใจมาก ถึงหนังจะไม่ได้เสนอมุมมองจากทั้งสองฝ่ายที่ชัดเจนนัก แต่ก็มีความเป็นกลางและไม่ดึงด้านมนุษยธรรมหรือความโลกสวยออกมามากเกินไป สไตล์เอเชียกลางนี้เองได้เพิ่มความกลมกล่อมและความน่าอดสูของเหตุการณ์ ที่ทั้งดูแปลกและสมจริงในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้หนังยังสื่อสารด้วยภาพชัดเจนมากๆ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์หรือประเด็นทางการเมืองต่างๆ หนังเปรียบเทียบกฎหมายและกฎธรรมชาติถึงระเบียบที่ถูกจัดวางมา หากมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงก็ต้องปรับระบบใหม่ทั้งหมด หากเปรียบรถไฟชีวิตเป็นโลก, ผู้สร้างเป็นพระเจ้า ก็ไม่ต่างกับลูกผสมระหว่างทุนนิยมที่กลายสภาพเป็นระบบเผด็จการ ซึ่งผู้ที่ขึ้นรถไฟนี้มาไม่ว่าจะด้วยเหตุผลไหนต่างต้องอยู่ในกฎของผู้สร้าง ศีลธรรมเดิมที่ใช้ในโลกเก่าถูกรื้อใหม่ให้กับโลกที่มีพื้นที่จำกัดและถูกควบคุมในทุกด้าน ซึ่งความไม่ยุติธรรมและไร้มนุษยธรรมที่จะต้องเกิด กลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดการต่อต้านในหลายๆรูปแบบ และหากปฏิวัติสำเร็จก็ไม่ต่างกับการรีเซทระบบใหม่
 
ความโดดเด่นของบท Snowpiercer คือมันตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงระบบการใช้ชีวิตได้เยี่ยมมากๆ หนังหลายเรื่องมักจบตรงที่พระเอกล้มล้างระบบได้สำเร็จ แต่น้อยเรื่องที่จะเผยให้เห็นว่าโลกที่ไร้ระบบจะมีบทสรุปอย่างไร และความสีเทาของเรื่องนี้เองก็ยิ่งทำให้มันสร้างอิมแพ็คได้มากขึ้นไปอีก ทว่า Snowpiercer ยังมีข้อจำกัดบางอย่างอยู่มากที่ทำให้หนังเคลื่อนขบวนไปไม่สุดทาง ส่วนตัวไม่ชอบจังหวะการดำเนินเรื่องนัก โดยกราฟหนังขึ้นๆลงๆผิดจังหวะไปหมด ขณะที่ช่วงต้นเต็มไปด้วยแอ็คชั่นราวกับหนังแอ็คชั่นดาษดื่นเรื่องหนึ่ง เมื่อเข้าแอ็คสองหนังเริ่มเข้าช่วยนัวร์ด้วยวิชวลและโทนอารมณ์ที่แปลกประหลาด (ส่วนตัวชอบช่วงนี้มากที่สุด) แต่เมื่อเข้าแอ็ค 3 หนังกลับลากกราฟต่ำลงไปอีก ความหนืดของไคลแม็กซ์ทำให้อิมแพ็คประเด็นเด็ดๆดูเบาลงไปด้วย นอกจากนี้ตัวละครบางตัวยังเบาตามไปด้วย แม้ว่าหนังจะได้นักแสดงระดับเทพไม่ว่าจะเป็น Chris Evans, John Hurt, Octavia Spencer, Ed Harris และ Tilda Swinton ที่คาร์แร็คเตอร์เธอเด็ดจริงๆ แต่แรงจูงใจที่หนักแน่นพอของฝั่งตัวร้าย (ไม่รวมวิลฟอร์ด) ดูไม่น่าเชื่อถือพอจะมีวิ่งตามกันไปๆมาๆอยู่ทั้งเรื่อง รวมถึงเซตติ้งของโลกที่มีช่องโหว่อยู่บ้าง อย่างระบบความปลอดภัย, สาธารนูปโภค และระบบขนส่งภายในตัวรถไฟ
 
ถึงกระนั้น Snowpiercer ก็ยังมีความเหนือชั้นในด้านบทภาพยนตร์ที่ไม่เหมือนใคร, ลูกเล่นของโปรดัคชั่นกับพื้นที่แคบ, งานภาพและองค์ประกอบศิลป์ต่างๆที่มีสไตล์เป็นของตัวเอง เรียกว่ามีพัฒนาการอย่างสังเกตได้ นับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ของหนังโปรดัคชั่นเกาหลีใต้ ที่น่าจะช่วยเปิดตลาดภาพยนตร์เอเชียได้ไม่มากก็น้อย
 

Comment

Comment:

Tweet

Links