[Movie Review] 12 Years a Slave

posted on 03 Dec 2013 23:54 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
12 Years a Slave ภาพยนตร์ดราม่าสายรางวัลตีแผ่ประเด็นทาสในอเมริกาเมื่อครั้งอดีต ผลงานล่าสุดของผู้กำกับ Steve McQueen จาก Shame และ Hunger ที่รับสานต่อหนังชีวประวัติช่วง 12 ปีของ Solomon Northup นักดนตรีชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในนิวยอร์ค ซึ่งเป็นยุค 1800 ที่มีชาวผิวสีหลายคนที่เป็นไท แต่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมส่วนใหญ่นัก โซโลมอนถูกนักต้มตุ๋นสองคนหลอกล่อให้เดินทางไปต่างเมือง ก่อนจะมอมยาและลักพาตัวไปขายเป็นทาส สิ่งที่โซโลมอนรักไม่ว่าจะเป็นครอบครัวหรือบ้านและหน้าที่การงานของเขา สิ่งเหล่านั้นหลายไปในพริบตาเมื่อเขาถูกจับล่ามโซ่ โซโลมอนถูกส่งไปทางใต้ซึ่งการค้าทาสเป็นที่นิยมมากที่สุด และไม่นานเขาก็ถูกซื้อตัวไปอย่างรวดเร็ว แต่ทาสผิวสีที่มีความรู้ความสามารถมักอยู่ไม่รอดในเงื้อมมือของคนคุมทาสผู้เกลียดชังพวกเขา และมันทำให้โซโลมอนตกเป็นเป้าสายตาและปลายแซ่ที่เฆี้ยนหลังเขาเสมอ จนกระทั่งเขาถูกย้ายมาทำงานให้กับเอ็ดวิน เอปปส์ เจ้าของไร่ฝ้ายที่ทำให้ชีวิตทาสของเขาเหมือนตกนรกทั้งเป็น
 
นี่เป็นภาพยนตร์ที่ใช้พลังในการชมมากที่สุดของปีนี้ ด้วยเนื้อหาและภาพของหนังที่อัดผู้ชมได้อย่างหนักหน่วงมาก ซึ่งมันก็เข้ากับตัวหนังเป็นอย่างดี เพราะการค้าทาสสมัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่นุ่มนวลเลยแม้แต่น้อย 12 Years a Slave แม้แกนหลักของหนังจะเกิดจากการเหยียดสีผิว แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้เลือกเล่าความไร้มนุษยธรรมและความต่ำทรามของวงการค้าทาส ตั้งแต่การลักพาตัวพลเมืองผิวสีจนไปถึงการกระทำต่อทาสของผู้ที่ซื้อพวกเขาไป หนังเล่าผ่านมุมมองของโซโลมอนให้เห็นความโหดร้ายทารุณ และความไม่มียุติธรรมของสังคมสมัยนั้น เจ้านายของเขาหลายๆคนเห็นทาสเป็นเพียงเครื่องเล่นที่จะทำร้ายร่างกายอย่างไรก็ได้ แม้ว่าระหว่างทางโซโลมอนจะเจอคนที่เห็นใจเขาบ้าง แต่น้อยคนที่กล้าจะยื่นมาเข้ามาช่วยเหลือเขาจริงๆ ซึ่งบทของหนังเรื่องนี้เองสามารถถ่ายทอดความโหดเหี้ยมในชนชั้นแรงงานของทาสได้อย่างไม่เคยมีหนังเรื่องไหนทำได้มาก่อน นอกจากนี้หนังยังเต็มเปี่ยมไปด้วยการแสดงอันทรงพลังที่ขาดไม่ได้ เรียกว่าหากไม่ได้พลังจากนักแสดงระดับนี้ การเล่าหนังสไตล์แม็คควีนอาจไม่เวิร์คเลยก็ได้ โดย Chiwetel Ejiofor เต็งนักแสดงนำชายออสการ์ปีนี้เรียกว่าหยิบออสการ์ไปงามๆ ณ ตอนนี้เลยก็ได้ บทโซโลมอนเป็นบทบาทหนึ่งที่เหนื่อยมากๆ แม้บทตัวละครเรื่องนี้ทุกคนจะเหนื่อยเกือบหมด แต่ตัวโซโลมอนนั้นมองอยู่ทั้งเรื่อง และแค่สายตาของเอจิโอฟอร์ก็กินขาดเกือบทุกฉากแล้ว
 
นอกจากนักแสดงนำ ยังมีนักแสดงสมทบหลายๆท่านที่น่าจดจำไม่แพ้กัน อย่าง Michael Fassbender ที่เล่นได้ปิศาจและน่ากลัวมากๆ เป็นบทบาทที่น่ารังเกียจและเขาก็เล่นได้ยิ่งใหญ่มากจริงๆ (นี่คือชมนะ ฮา) ส่วนน้องใหม่อย่าง Lupita Nyong'o ก็สร้างความประทับใจไม่น้อย เธอเกือบจะเป็นดอกไม้นางเดียวของเรื่อง และบทบาทของเธอก็หนักหน่วงไม่น้อยไปกว่าสองคนที่แล้วเลย ยอมรับในความอึดของเธอจริงๆครับ อีกส่วนที่ 12 Years a Slave แปลกใหม่สำหรับหนังแนวนี้คือวิธีเล่า หนังเน้นเล่าภาพมากกว่าเรื่องไหนๆ ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อ, การปล่อยฉากลองเทค หรือภาพสัญลักษณ์ต่างๆ ทุกอย่างลงตัวและส่งรับกับอารมณ์หนังไม่มีที่ติ แม้ว่าฉากรุนแรงเลือดอาบของเรื่องนี้จะมีไม่มาก แต่ทุกฉากที่ปรากฏขึ้นสร้างแรงกดดันให้กับหนังอย่างเลี่ยงไม่ได้ บางฉากรู้สึกเจ็บทั้งๆที่ไม่เห็นอะไร และยิ่งฉากที่เห็นกันจะๆนี่แทบน้ำตาแตกทีเดียว - 12 Years a Slave แสดงภาพความหดหู่ตั้งแต่ต้นยันจบ ยอมรับเลยว่าไม่ใช่หนังที่จู่ๆจะเดินสบายๆเข้าไปชม เนื่องจากความทารุณทั้งเนื้อหาและงานแสดงที่สมจริงจะทำให้ช็อคตาค้างและกระตุ้นต่อมมนุษยธรรมออกมาได้ไม่น้อย นี่คือผลงานมาสเตอร์พีซของแม็คควีนที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นแฟนหนังของเขาหรือไม่
 

Comment

Comment:

Tweet

Links