[Movie Review] The World's End

posted on 29 Nov 2013 22:35 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์ตลกสัญชาติอังกฤษ หนึ่งในหนังแฟรนไชส์จากไตรภาคคอร์นเนตโตสามรสของ Edgar Wright โดยใน The World's End อดีตเพื่อนสนิท 5 คนที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งด้วยการเชิญชวนของ Gary King ผู้นำแก๊งเพื่อนสนิทเมื่อสมัยวัยรุ่น ขณะที่เพื่อนๆทั้งสี่ของคิงต่างแยกย้ายไปมีชีวิตผู้ใหญ่ในแบบของตนเองไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเทให้กับงานหรือครอบครัว ขณะที่คิงยังคงมีจิตใจวัยรุ่นบ้าพลังเช่นเดิม พวกเขาเดินทางกลับมายังเมืองเกิดอีกครั้งเพราะทำภารกิจที่ครั้งหนึ่งทั้งห้าทำไม่สำเร็จ นั่นคือการดื่มลืมโลก 12 ผับและจบลงที่บาร์ The World's End ทว่าภารกิจนี้นอกจากจะต้องคอแข็งแล้ว ยังเสี่ยงตายอีกด้วย โดยผู้คนในเมืองกลับมีอาการไม่เหมือนเดิม และไม่ใช่การเติบโตทั่วๆไปของเมืองบ้านเกิด แต่เป็นภัยอันตรายจากบางสิ่งที่เหล่าแก๊งคาดไม่ถึง เมื่อชาวบ้านเริ่มเข้าโจมตีพวกเขาอย่างไม่มีเหตุผล จนกระทั่งพบว่าชาวเมืองแห่งนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ขณะที่เพื่อนๆทั้งสี่พยายามหาทางรอดชีวิตออกจากเมือง คิงยังคงดึงดันที่จะภารกิจดื่มลืมโลกให้สำเร็จไปถึง The World's End เพื่อสร้างวันที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ Simon Pegg, Nick Frost และ Edgar Wright มารวมตัวกันเมื่อไหร่ เรียกว่ารับประกันความเพี้ยน, ความฮา และความบ้าของหนังได้เลย ซึ่งใน The World's End นี้ก็เข้าข่ายทุกประการ
 
จุดเด่นที่ดีที่สุดของหนังคือเคมีนักแสดงและการออกแบบตัวละครที่เข้ากันและสร้างสีสันให้กับหนังเป็นอย่างมาก ฉากต่อมุกเรียกว่าไม่มีใครยอมใคร (แม้บางมุกจะเฉพาะกลุ่มบ้างก็ตาม) เพกก์และฟรอสต์นับเป็นจุดโดดเด่นที่สุดของเรื่อง ส่วนตัวรู้สึกแปลกตากับบทของทั้งคู่เล็กน้อยที่ดูสลับบทบาทกัน ด้วยความที่สองคนนี้แสดงด้วยกันมาหลายเรื่อง รวมทั้งสองภาคต้นของไตรภาคคอร์นเนตโตสามรส ทำให้สัมผัสได้ถึงพลังมิตรภาพที่ทรงพลังแม้กระทั่งกับหนังตลก ในขณะที่นักแสดงรองๆมาอย่าง  Martin Freeman, Paddy Considine และ Eddie Marsan ก็ช่วยแต่งเติมความบันเทิงให้กับหนังมากๆ นอกจากหนังจะขายความฮาแล้ว ประเด็นที่หนังตั้งใจสื่อยังสอดคล้องกับเนื้อเรื่องและสัญลักษณ์ต่างๆในเรื่องอย่างมาก โดยบทพูดถึงความเป็นเด็กไม่ยอมโตของคิง ที่เขาทั้งขาดความรับผิดชอบและไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างผู้ใหญ่ได้ คิงใช้ชีวิตสนุกไปวันๆและยึดติดกับความรุ่งเรืองในอดีต เป็นไม่ได้เลยที่จะใช้ชีวิตในยุคนี้โดยไม่ถูกมองว่าด้อยกว่าเมื่อเทียบกับเพื่อนๆที่มีครอบครัวมีงานมีการทำเป็นฉากหน้า หนังเปรียบเทียบกับกลุ่มหุ่นยนต์ที่ไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่ยกตัวขึ้นเป็นสายพันธุ์ที่พัฒนากว่าและมองมนุษย์เป็นสายพันธุ์ที่ด้อยกว่า และต้องการการจูงมือในการใช้ชีวิต ซึ่งท้ายที่สุดแล้วมนุษย์หรือจะยอมถูกจูงได้ง่ายๆ? ความเป็นกลางของหนังที่ไม่ตัดสินไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้หนังมีมิติมากพอๆกับดราม่าที่ทรงพลังของมิตรภาพ
 
ด้วยความที่เป็นหนังสไตล์อังกฤษเลยมีช่วงอืดและช่วงหน่วงที่ตัวผมเองแพ้ทางอยู่บ้าง ออกอ่าวไปบ้างเล็กๆน้อยๆ รวมถึงงานด้านภาพที่พึ่งซีจีหลอกตามากไปหน่อย จึงแพ้ความดิบอย่างที่เคยรู้สึกใน Shaun of the Dead ขณะที่งานโปรดัคชั่นและเทคนิคการตัดต่อต่างๆถือว่าสมตัว ไม่ได้หวือหวาเป็นเอกลักษณ์มากแต่ก็ไม่ขี้เหร่ เรียกว่าดูเพลินได้ไม่ยาก ที่น่าชื่นชมด้านโปรดัคชั่นคงจะเป็นคิวบู๊ที่เรื่องนี้เขาจัดเต็มอัดกันมันส์สะใจจริงๆ The World's End นับว่าปิดไตรภาคที่ไม่ต่อเนื่องกันของหนังชุดนี้ได้ดี ระดับความเกรียนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใครชอบหนังตลกสไตล์ไรท์ได้ฮาโลกแตกอย่างแน่นอน
 

Comment

Comment:

Tweet

Links