[Movie Review] Frozen

posted on 27 Nov 2013 23:08 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
อนิเมชั่นดิสนีย์เรื่องล่าสุดที่กลับมาแนวถนัดอีกครั้งกับแนวเจ้าหญิงคลาสสิค สร้างอิงจาก The Snow Queen ของ Hans Christian Anderson เรื่องราวของอาณาจักรเอเรนเดลล์ที่มีเจ้าหญิงสององค์ เอลซ่าและแอนนา ทว่าเอลซ่ามีพลังวิเศษที่เธอเกิดมาพร้อมกับความสามารถในการสร้างน้ำแข็งและพายุหิมะได้ พลังที่ควบคุมไม่ได้ของเธอเป็นอันตรายต่อรอบข้างรวมถึงแอนนา น้องสาวอันเป็นที่รักของเธอ ทำให้เอลซ่าต้องเก็บตัวไม่พบผู้คนและอยู่อย่างเดียวดายในห้องปราสาทของเธอ จนกระทั่งเอลซ่าได้รับการราชาภิเษกเป็นองค์ราชินี แต่ด้วยความผิดพลาดทำให้เธอเผยพลังให้คนอื่นเห็นโดยไม่ได้ตั้งใจ เอลซ่าจึงเนรเทศตนเองไปอยู่บนภูเขาหิมะ แอนนาจึงออกเดินทางไปโน้มน้าวให้เอลซ่าปลดคำสาปที่ทำให้เอเรนเดลล์ตกอยู่ในยุคหิมะเมื่อครั้งเอลซ่าหนีจากเมืองมา ในการผจญภัยครั้งนี้เองทำให้เธอได้พบกับเพื่อนใหม่อย่างหนุ่มภูเขาคริสตอฟจอมหงุดหงิด, เจ้ากวางขี้เล่นสเฟน และมนุษย์หิมะโอลาฟ ทว่าการล้มคำสาปนี้กลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เมื่อเอลซ่าเองไม่สามารถควบคุมพลังของเธอได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าหน้าหนังจะไม่เชื้อชวนให้เป็นงานอนิเมชั่นที่น่าจดจำนัก แต่เนื้อหนังจริงกลับให้พลังตรงกันข้ามกับทิศทางที่ดิสนีย์ใช้ในการประชาสัมพันธ์
 
Frozen เรียกว่าหนึ่งในงานคุณภาพที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งในยุคหลังๆของดิสนีย์เลยก็ว่าได้ หนังหยิบเอาจิตวิญญาณของอนิเมชั่นเจ้าหญิงดิสนีย์กลับมาใช้ ด้วยสไตล์การเล่าเรื่องที่ดูคลาสสิค แต่ในขณะเดียวกันก็มีความร่วมสมัยมากๆ ไม่ว่าประเด็นที่หยิบมาใช้ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยตัวตนของตนเอง หรือความรักที่มากกว่าการพบเจ้าชายในฝันเพียงข้ามวัน เรียกได้ว่าหยิบของเก่ามาปรับปรุงให้เข้ากับยุคก็ว่าได้ อารมณ์นี้ชวนให้นึก Enchanted ที่หยิบเอากิมมิคงานดิสนีย์เก่าๆมาเล่าใหม่เช่นกัน ขณะที่ตัวละครเองก็มีพัฒนาการที่ไม่จมปักอยู่กับรูปแบบเดิมๆ แม้ว่าแอนนาจะเริ่มต้นเหมือนเจ้าหญิงองค์อื่นๆของดิสนีย์ที่ใฝ่ฝันถึงรักแท้ ทว่าไลน์เรื่องของเธอบรรจบกับเอลซ่าในช่วงท้ายได้อย่างสวยงาม ขณะที่ฝั่งเอลซ่าเป็นตัวละครหญิงที่เรามักไม่ได้เห็นจากงานดิสนีย์แนวนี้ เธอมีความเป็นตัวของตัวเองสูงแต่กลับต้องใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ และเมื่อเธอปลดปล่อยพลังของเธอออกมาก็ไม่มีใครหยุดเธอได้ รวมทั้งไม่มีใครเชื่อใจเธออีกเช่นกันยกเว้นเพียงน้องสาวของเธอ ส่วนคริสตอฟแม้จะเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการน้อยที่สุดแต่ก็เป็นพระเอกดิสนีย์ยุคใหม่ที่ดูเพลินไม่ขัดตา อีกทั้งตัวละครรองๆที่ช่วยส่งเสริมเนื้อเรื่องที่ผูกกับประเด็นหนังเป็นอย่างดี
 
ในด้านเทคนิคการเล่าที่ช่วยให้อนิเมชั่นดิสนีย์ครั้งหนึ่งเป็นที่น่าจดจำมากเกิดจากความเป็นมิวสิคัล ใน Frozen เองก็มีเพลงประกอบเพราะๆมากมาย และให้อารมณ์ละครบรอดเวย์มากกว่าครั้งไหน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การร้อง รวมถึงทีมนักพากย์ที่มีประสบการณ์บนเวทีอย่าง Kristen Bell, Idina Menzel, Jonathan Groff และ Santino Fontana หลายๆครั้งหนังทำให้ผมนึกถึงละครเวที Wicked มิวสิคัลปี 2003 ที่นำแสดงโดย Idina Menzel อีกเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นสไตล์อารมณ์ Girl Power หรือธีมพิสูจน์ตนเองที่เห็นความคล้ายคลึงชัดๆจากเพลง Defying Gravity ของ Wicked และเพลง Let It Go ของ Frozen เล่นเอาแฟนคลับมิวสิคัลเรื่องนี้อย่างผมปลื้มไม่น้อย สำหรับงานโปรดัคชั่นที่อยู่ในระดับมาตรฐาน จะมีโชว์ของหน่อยคงเป็น 3D วันนี้มีโอกาสได้ชมเป็น 4DX แต่ก็ดูเหมือนจะไม่จำเป็นสำหรับหนังมากนัก นักวิจารณ์เมืองนอกหลายท่านกล่าวว่า Frozen เทียบได้ระดับ Lion King หรือ Beauty and the Beast แต่ผมกลับมองว่ามันยังไม่แตะระดับเดียวกันมากนัก เพราะหากให้ติ Frozen ก็คงเสียดายเพียงหนังเร่งสรุปจบเร็วไปบ้าง และน่าจะขยี้ประเด็นที่ช่วยสร้างอารมณ์ร่วมได้มากกว่านี้ แต่ถึงกระนั้นก็ตาม Frozen ก็ยังเป็นอนิเมชั่นที่กล้าจะเติบโตมากๆ และนำบรรยากาศเก่าๆของดิสนีย์กลับมาได้อย่างเหลือเชื่อ อย่าให้งานโปรโมตแย่ๆของดิสนีย์หลอกคุณครับ และขอให้ลองไปพิสูจน์ด้วยตาคุณเอง
 
เพิ่มเติมขอพูดถึงหนังสั้นแปะก่อนฉาย Frozen ซักเล็กน้อย อนิเมชั่นเรื่องสั้นที่ว่าก็คือ "Get a Horse!" ที่นำสไตล์อนิเมชั่นมิกกี้เมาส์ฟลิบหน้ากระดาษกลับมาให้ชมกันอีกครั้ง ทว่ามันกลับเหนือคาดมากๆ ระดับตกใจแทบหงายหลังกับความกล้าของหนังสั้นเรื่องนี้ มันพูดถึงวิวัฒนาการด้านภาพอนิเมชั่นได้อย่างมีอารมณ์ขัน และนำความคลาสสิคมาผสมผสานกับเทคนิคสามมิติยุคใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยม เฉกเช่นเดียวกับ Frozen ที่ผสมผสานความคลาสสิคและความทันสมัยเข้าด้วยกันอย่างไม่มีที่ติ
 

Comment

Comment:

Tweet

#1 By (49.48.84.103|49.48.84.103) on 2014-04-10 14:12

Links