[Movie Review] The Hunger Games: Catching Fire

posted on 20 Nov 2013 00:29 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์ภาคต่อสร้างจากหนังสือนิยายวัยรุ่นชื่อดังของ Suzanne Collins เมื่อแคตนิสและพีต้าต้องกลับเข้ามาในวังวนของฮังเกอร์เกมส์อีกครั้ง หลังจากแหกกฎและกลายเป็นผู้ชนะสองคนในการแข่งขันครั้งที่ 74 ประธานิบดีสโนว์ไม่พอใจเป็นอย่างมากเพราะมันอาจเป็นการจุดประกายให้ผู้คนลุกมาต่อต้านแคปิตอล และหวังให้แคทนิสหยบฝูงชนไม่ให้เกิดไอเดียก่อกบฏ ทว่าทัวร์ผู้ชนะกลับกลายเป็นความล้มเหลวและทำให้เกิดความขัดแย้งมากกว่าเดิม ทำให้สโนว์ตัดสินใจจัดฮังเกอร์เกมส์ครั้งที่ 75 และเหล่าผู้เข้าแข่งหรือทริบิวต์ถูกเลือกผู้ชนะในอดีตของแต่ละเขตในพาเนม นั่นทำให้แคตนิสและพีต้าต้องกลับเข้าแข่งเกมหายนะนี้อีกครั้งอย่างไร้ทางเลือก แม้จะเปลี่ยนผู้กำกับจาก Gary Ross เป็น Francis Lawrence ก็ดูเหมือนจะประสบความสำเร็จ Catching Fire มีความครบรสและพัฒนาการที่หาได้ยากในหนังภาคต่อ ไม่ว่าจะเป็นฉากดราม่าผูกเรื่องในช่วงต้นที่ขยี้หัวใจและชวนเสียน้ำตาเหลือเกิน, บทบาทตัวละครรองที่ช่วยส่งรับกับตัวละครหลัก, ฉากโรแมนติกสามเส้าที่วางหมากได้ดีขึ้น, งานด้านภาพที่พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด, ฉากในเกมที่น่าตื่นเต้นอย่างกับนั่งดูเซอร์ไวเวอร์ฉบับแฟนตาซี นับว่าเหนือชั้นมากกว่าภาคก่อนที่ผมชอบมากๆเสียอีก
 
หากภาคแรกมีธีมที่เล่าถึงการแบ่งชนชั้นทางสังคม และอิทธิพลของสื่อที่ส่งผลทางการเมืองที่พูดกับผู้ชมโดยตรง ใน Catching Fire จะยิ่งทวีคูณความรุนแรงของประเด็นเหล่านี้เข้าไปอีก แม้การแบ่งชนชั้นจะไม่ได้ถูกเล่ามากเหมือนภาคแรก เนื่องจากแคทนิสซึ่งเป็นสัญลักษณ์ได้ซื้อใจคนรวยไปด้วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม พวกเขาพร้อมจะลุกต่อต้านเพื่อเธอ เอฟฟี่นับเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ครั้งหนึ่งเธอเห็นการถูกเลือกเป็นทริบิวต์เหมือนเป็นโชคดีจนกระทั่งแคทนิสและพีต้าถูกเลือกครั้ง ทำให้เราได้เห็นความโศกเศร้าที่เอฟฟี่มีให้กับเด็กๆทั้งสอง และใน Catching Fire ก็ได้ทำให้เราเห็นความเผด็จการและความขัดแย้งเกินเยียวยาระหว่างรัฐบาลหรือแคปิตอล ที่ใช้กำลังทหารเข้าปราบประชาชนเพื่อป้องกันการก่อกบฏ แม้ในหลายๆครั้งความรุนแรงเหล่านี้เป็นการจุดประกายการก่อกบฏมากกว่าแคทนิสเสียอีก สิ่งที่เหนือไปอีกขั้นคือการใช้เกมได้อย่างฉลาด และไม่ทำให้รู้สึกว่ามันซ้ำซากกับเหตุการณ์ในภาคแรก ฮังเกอร์เกมส์ครั้งนี้มีความหมายมากกว่าครั้งไหนๆเพราะมันนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ขณะที่แคทนิสจะต้องรู้จักเลือกผูกมิตรกับเหล่าผู้เข้าแข่งขันเพื่อเอาตัวรอด โดยที่ไม่รู้ถึงความสำคัญของเกมที่นำผู้ชนะมาร่วมตัวกัน และทำให้เธอก้าวเหนือการเป็นของเล่นทางการเมือง และกำลังจะก้าวสู่การเป็นม็อกกิ้งเจย์ สัญลักษณ์แห่งการก่อกบฏเต็มตัวเสียที
 
อีกด้านที่เป็นจุดเด่นของหนังภาคนี้และอาจเป็นทุนเดิมจากภาคแรกคือนักแสดงนำที่สุดยอดมากๆ โดยเฉพาะนางเอกของเราอย่าง Jennifer Lawrence ที่ต้องเล่นบทซับซ้อนทางอารมณ์มากกว่าเดิม และเธอก็ทำได้ยอดเยี่ยม เรียกว่าหา'แคทนิส เอเวอร์ดีน'ไม่ได้ดีกว่าเธอคนนี้อีกแล้ว แม้ว่า Catching Fire จะเอาชนะภาคแรกไปเกือบเสียทุกด้าน แต่ก็มีจุดเล็กๆน้อยๆที่ผมเห็นว่าภาคแรกทำไว้น่าสนใจกว่าหน่อย คือลูกเล่นการเล่าภาพและเสียง อย่างสกอร์เองส่วนตัวยังชอบของภาคแรกที่ James Newton Howard คุยธีมและบีบอารมณ์ได้ดีกว่า ทว่ามันเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆน้อยๆที่ไม่ได้กระทบกับตัวหนังหลักๆมากนัก เพราะความสมบูรณ์ของมันทำให้อดชื่นชมความตั้งใจในการสร้างไม่ได้ครับ หลายครั้งในหนังสือมักมีฉากสถานการณ์ที่ดูตลกหากเป็นภาพยนตร์ ขนาดภาคแรกเองก็ยังเลี่ยงไม่ได้ในหลายๆครั้ง แต่ภาคนี้กลับทำออกมาได้สมเหตุสมผลน่าเชื่อถือมากๆ นับเป็นความฉลาดของทิศทางหนัง และทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่า The Hunger Games: Catching Fire เป็นหนึ่งในหนังภาคต่อหายากที่ทำได้ดีกว่าภาคแรกซึ่งสร้างมาตรฐานเอาไว้แล้วครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

Links