[Movie Review] Thor: The Dark World

posted on 07 Nov 2013 00:09 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่แฟรนไชส์ดังของมาร์เวลที่กำลังเข้าสู่ Phase 2 แล้ว ใน Thor: The Dark World เราได้กลับไปยังแอสการ์ดอีกครั้งด้วยงานกำกับของ Alan Taylor ผู้กำกับที่สร้างชื่อจากงานซีรีส์โทรทัศน์อย่าง Game of Thrones, The Sopranos, Mad Men และ Boardwalk Empire โดยภาคต่อนี้เล่าเรื่องราวของภัยครั้งใหม่จากดาร์คเอล์ฟดึกดำบรรพ์ก่อนเกิดจักรวาล ที่ตามมาแก้แค้นแอสการ์ดและหวังรวบรวมพลังที่จะทำให้ 9 อาณาจักรตกอยู่ในความมืดอีกครั้ง ธอร์จะต้องออกเดินทางป้องกันอาณาจักรของพวกเขา รวมถึงโลกซึ่งเป็นที่อยู่ของเจน คนรักของธอร์อีกด้วย แต่ทว่าดาร์คเอล์ฟที่อำนาจเหนือกว่าและเข้าถล่มแอสการ์ด บีบให้ธอร์และโลกิจะต้องกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง รวมถึงปกป้องเจนที่จะกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการต่อสู้ครั้งนี้ด้วย จริงๆแล้วธอร์เป็นฮีโร่โปรดที่สุดของผมในบรรดาสมาชิกอเวนเจอร์ส ระดับแค่โผล่ตัวออกมาก็ดีใจแล้ว แม้ว่าในแง่งานสร้างของภาคนี้จะเหนือกว่าภาคแรกไปเกือบทุกด้าน แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าหนังขาดความลงตัวที่เคยสร้างความประทับใจให้กับผมมากๆในภาคแรก
 
Thor: The Dark World เป็นหนังที่เดินเรื่องเร็วและเครื่องติดไวมาก แม้ช่วงแอ็คแรกของเรื่องจะเป็นการปูเนื้อเรื่องที่ไปอย่างช้าๆ แต่ก็กระชับรวบรัดได้ใจความมากพอจะดึงเจนไปยังแอสการ์ดอย่างไม่ได้ทิ้งอารมณ์ความเหินห่างตั้งแต่ภาคแรกนัก เมื่อหนังเข้าสู่แอ็คสองก็เรียกได้ว่าแอ็คชั่นผจญภัยระดับไม่ได้พัก ยอมรับเลยว่างานโปรดัคชั่นใหญ่กว่าเดิมมาก งานออกแบบดูเข้าท่าและอลังการด้วยภาพกราฟฟิกที่สมจริง รวมทั้งคิวบู๊ของภาคนี้คิดมาดีจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นฉากไล่ล่าในแอสการ์ดหรือฉากไคลแม็กซ์ ออกมาน่าตื่นเต้นไม่แพ้ Iron Man 3 เลย รวมถึงมุกตลกที่ยัดเข้ามาแบบจัดเต็ม เชื่อว่าคงเป็นผลจากการแก้บทของ Joss Whedon ด้วยเนื่องจากมาสไตล์เดียวกับอเวนเจอร์ส แม้มุกจะมาสะเปะสะปะไปบ้าง แต่ผมมองว่ามันช่วงเสริมเรื่องดีและทำให้ดูเพลินมากขึ้น อีกทั้งความสัมพันธ์ตัวละครรองที่ถูกพูดถึงมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นฟริกก้า, ดาร์ซี่ และเอริค (น่าเสียดายที่วอริเออร์ทรีและเลดี้ซิฟบทน้อยไปหน่อย) ทว่าส่วนที่หนังน่าผิดหวังคือจังหวะการเล่าเรื่องที่เร็วไปซะหมด และไม่ทิ้งช่วงให้กับดราม่าที่ควรจะสร้างอิมแพ็คให้กับเรื่องได้มากกว่านี้ ขณะที่ความสัมพันธ์ตัวละครหลักกลับถูกพูดเพียงผิวเผินอย่างรักห่างไกลของธอร์กับเจน, ความสัมพันธ์พี่น้องของธอร์และโลกิ ที่ดูเข้าท่าหน่อยคงเป็นดราม่าแม่ลูกของโลกิและฟริกก้า
 
ความไม่ชัดเจนของบทบาทตัวละครเดินเรื่องทำให้หนังไร้เป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องการสื่อไปด้วย สิ่งที่ผมชอบมากใน Iron Man 3 คือหนังเล่าตัวละครโทนี่ สตาร์ค ได้อย่างหมดเปลือกและทำให้เขาได้เติบโต ขณะที่ธอร์เองก็มีบทสรุปในภาคนี้ แต่มันกลับไม่เคยบ่งบอกมาในระหว่างเรื่อง ทำให้การตัดสินใจช่วงท้ายของเขาไม่น่าเชื่อถือพอ ถึงกระนั้น Thor: The Dark World ก็นับว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่กล้าในหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนบทของตัวละครสำคัญ หรือฉากเอาใจแฟนๆที่เซอร์วิสกันสุดฤทธิ์ ใครเป็นแฟนคลับโลกิและแฟนคลับดาร์ซี่อาจขาดใจตายในโรงได้  และเมื่อเทียบกับภาคแรกแล้ว Thor: The Dark World มุกเยอะกว่า, แอ็คชั่นเยอะกว่า, และโปรดัคชั่นดีกว่า แม้ส่วนตัวรู้สึกสนุกน้อยลงครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

Links