[Movie Review] Lee Daniels’ The Butler

posted on 10 Oct 2013 01:40 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์ดราม่าการเมืองสิทธิมนุษยชนของ Lee Daniels จาก Precious: Based on the Novel "Push" by Sapphire ซึ่งนำเรื่องราวชีวิตของพ่อบ้านประจำทำเนียบขาวอย่าง Eugene Allen มาดัดแปลงใหม่โดยอ้างอิงจากบทความ A Butler Well Served by This Election ของ Wil Haygood หนังเล่าเรื่องราวของซีซิล หนุ่มผิวสีที่เติบโตมาในไร่ปลูกฝ้ายในยุคที่การแบ่งแยกสีผิวกำลังรุนแรง ขณะที่ครอบครัวของเขาถูกข่มเหงจากผู้เป็นนาย ซีซิลเสียพ่อของเขาไปตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อโตเป็นหนุ่มเขาจึงเดินทางเข้าเมืองและได้รับงานทำในโรงแรมเนื่องจากถูกฝึกฝนให้เป็นพ่อบ้านมาอย่างดี จนกระทั่งได้ถูกเรียกตัวให้เข้ารับเป็นพ่อบ้านประจำทำเนียบขาวในสมัยของประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower และรับใช้ประธานาธิบดีหลายสมัยเรื่อยมาในขณะที่สงครามระหว่างสีผิวค่อยๆรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซีซิลผู้ใช้ชีวิตอยู่ในกรอบสังคมที่วางไว้และตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเลี้ยงครอบครัวที่เขาแทบจะไม่มีเวลาให้ ส่วนลูกชายคนโตของเขาได้เข้าร่วมขบวนการสิทธิประชาชน เรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่ชนผิวดำในอเมริกา การต่อสู้เพื่อสิทธิในต่างมุมมองของพ่อลูกทั้งสองที่ไม่เข้าใจกันจึงเกิดขึ้น
 
The Butler บอกเล่าเรื่องราวผ่านบทบรรยายของซีซิลที่ผ่านหลายยุคหลายสมัยระดับประธานาธิบดีสลับเปลี่ยนกันนั่งเก้าอี้ถึง 8 คน เป็นอะไรที่ท้าทายในการเล่าเรื่องสำคัญๆให้อยู่ในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง ทว่าความกล้าท้าทายเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะสำเร็จเสมอไป ในแง่การเล่าเรื่องแล้วผมมองว่า The Butler ทำไม่สำเร็จในการดึงอารมณ์ร่วมของผู้ชมนัก เนื่องจากหนังตัดช่วงเหตุการณ์บ่อยและทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องในหลายๆด้าน ขณะที่ประเด็นการเมืองและสิทธิมนุษยชนเป็นอะไรที่หนักหน่วง การเล่าภาพช่วยให้เราสะเทือนจากความโหดร้ายของเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ในแง่เล่าเรื่องแล้วหนังค่อนข้างสับสนในตัวเองอยู่มาก หลายๆครั้งดูเหมือนเราจะมองภาพยนตร์เรื่องนี้ในมุมมองของซีซิล ซึ่งตามที่ตัวละครอ้างอิงในหนังอย่าง Martin Luther King, Jr. พูดไว้ว่า'ผู้ที่ทำอาชีพพ่อบ้านใช่ว่าไม่ได้ต่อสู้เพื่อกลุ่มคนผิวสี เพราะคนเหล่านี้ได้ใช้ความมีวินัยเปลี่ยนใจคนผิวขาวมาแล้วมากมาย' หนังเล่าความแตกต่างระหว่างสองมุมมองเรื่องสิทธิเสรีภาพของพ่อและลูกชายได้ดี แต่กลับไม่สามารถดึงพลังออกมาจากตัวละครของซีซิลได้เลย ความไม่พิเศษของตัวละครนี้ทำให้สงสัยว่าทำไมจึงเลือกเล่าเขามากกว่าตัวละครอื่นที่มีผลกระทบเดียวกัน รวมถึงดราม่าครอบครัวความรักที่กลายเป็นดึงผู้ชมออกจากประเด็นหลักเข้าไปอีก
 
ด้านนักแสดงแม้จะเป็นการรวมตัวครั้งใหญ่ด้วยชื่อดารามากมายไม่ว่าจะเป็น Forrest Whitaker, Oprah Winfrey, John Cusack, Jane Fonda, Cuba Gooding, Jr., Terrence Howard, Lenny Kravitz, James Marsden, David Oyelowo, Vanessa Redgrave, Alan Rickman, Liev Schreiber, Robin Williams และ Clarence Williams III แต่การแบ่งบทอันน้อยนิดของดาราสมทบทำให้ความยิ่งใหญ่หดการเป็นเพียงหนังรวมดาราธรรมดาๆเรื่องหนึ่ง กรณีอย่างการแบ่งบทประธานาธิบดีที่แทบไม่มีบทบาทหรือความน่าจดจำ ยังทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาและซีซิลคลุมเคลืออีกด้วย ส่วนงานด้านโปรดัคชั่นเองก็นับว่าแค่พอถูไถ หลายครั้งการตัดฉากและการเล่าภาพต่างๆไม่ละเอียดละออเท่าที่ควรในงานหนักดราม่าเช่นนี้ จนหลายครั้งดูเป็นสารคดีฉายทีวีมากกว่าหนังใหญ่ด้วยซ้ำไป โดยรวมแล้ว The Butler เป็นภาพยนตร์กึ่งอิงประวัติศาสตร์ที่ยืดเยื้อ และไม่สร้างความประทับใจเท่าที่ควร และแตะเรื่องราวประวัติศาสตร์เพียงแค่ผิวเผินเหมือนแค่อยากเล่าให้ครบหลายๆยุคสมัยมากกว่าส่งเมสเสจที่แท้จริงของการต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
 

Comment

Comment:

Tweet

Links