[Movie Review] Gravity

posted on 02 Oct 2013 00:59 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์ไซไฟอวกาศของ Alfonso Cuarón ผู้กำกับที่เคยสร้างความประทับใจให้กับหลายๆท่านมาแล้วใน Children of Men โดยคราวนี้เขาหันมาค้นหาความน่าหวาดกลัวของอวกาศกันบ้าง  Gravity ได้เปิดตัวในเทศกาลภาพยนตร์เวนิสและได้รับคำชื่นชมอย่างท่วมท้นที่ตามมาจากอีกหลายๆเทศกาล นักวิจารณ์เอ่ยปากชมงานด้านภาพมากพอๆกับการแสดงของ Sandra Bullock ดารานำหญิงที่กลายเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งออสการ์ และผู้ร่วมวงการเองก็ให้คำชมกับหนังไม่แพ้กัน โดย James Cameron ผู้กำกับ Titanic และ Avatar ถึงกับยกหนังเรื่องนี้ให้กลายเป็นหนังอวกาศที่ดีที่สุดตั้งแต่ถูกสร้างมา หนังเล่าเรื่องของวิศวกรแพทย์ ดร.สโตน ที่เข้าร่วมภารกิจซ่อมแซมกระสวยอวกาศเป็นครั้งแรก จนกระทั่งภารกิจถูกยกเลิกกระทันหันหลังจากการระเบิดดาวเทียมผิดพลาด แต่สถานการณ์กลับเลวร้ายลงเมื่อเศษระเบิดจากดาวเทียมมุ่งหน้ามายังยานของพวกเขา และทำให้นักบินอวกาศถูกแรงกระแทกกระจัดกระจายกันไปคนละทิศละทาง ในอวกาศอันวางเปล่านี้ ดร.สโตน จะทำอย่างไรเพื่อรอดชีวิตเมื่อรอบตัวไม่มีอะไรมากไปกว่าความมืด และอุปกรณ์ที่มีจำกัดเพื่อหาทางกลับไปยังโลก
 
Gravity เป็นหนังที่สร้างบรรยากาศให้กับการชมภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากงานด้านภาพที่ละเอียดและสมจริงมากๆแล้ว หนังสามารถดึงผู้ชมเข้าไปราวกับมีประสบการณ์ร่วม ด้วยการเล่าภาพด้วยมุมมองตัวละครและฉากอันน่าอัศจรรย์ จนหลายๆครั้งแทบรู้สึกเหมือนกับกำลังล่องลอยอยู่ในอวกาศด้วยจริงๆ รวมถึงงานตัดต่อที่ชวนให้เราลุ้นระทึกและแทบหยุดหายใจตามหนังไปด้วย งานโปรดัคชั่นไม่ว่าจะเป็นวิชวลเอฟเฟ็คหรือซาวด์ประกอบช่วยสร้างความกดดันและอารมณ์เรียลอย่างมาก หนังมักเล่าอย่างไร้เสียงประกอบเกือบตลอดทั้งเรื่อง แม้จะมีสกอร์มาบิ๊วแต่ก็ยังคงอารมณ์ความไร้เสียงที่เราได้ยินเพียงเสียงก้องๆจากในหมวกของนักบินอวกาศ ที่ขาดไปไม่ได้คงเป็นลายเซ็นของคัวรอนอย่างฉากลองเทคเปิดเรื่องที่ยาวกว่า 17 นาที หนังมีฉากคัทซีนน้อยมากและมันก็ช่วยให้อารมณ์ไม่ขาดตอนดีทีเดียว ต้องชื่นชมทีมสร้างและนักแสดงที่สามารถหามุมถ่ายภาพใหม่ๆเพื่อเล่าภาพที่ต่อเนื่อง รวมถึงคิวบล็อกกิ้งต่างๆที่ต้องเป๊ะมากๆแม้โลเคชั่นจะไม่ได้เหมือนที่เราเห็นในหนังเลยก็ตาม ขณะที่นักแสดงนำเองทั้ง Sandra Bullock และ George Clooney ต่างก็มีสเน่ห์คุมตัวละครได้ไม่แพ้กัน ทว่าสาวบูลล็อคได้ภาษีมากกว่าด้วยแอร์ไทม์มากกว่า 70% ของเรื่อง ทำให้เธอแทบจะแบกหนังด้วยไว้คนเดียวและบทนี้ก็ท้าทายทั้งด้านร่างกายและอารมณ์ไม่น้อยเลยครับ เป็นงานหินที่ไม่ใช่นักแสดงทุกคนจะทำได้
 
ด้านระบบการชมนั้นยอมรับจริงๆว่าหนังทำมาเพื่อ IMAX 3D โดยเฉพาะ ก่อนหนังฉายได้ชมตัวอย่าง Hubble 3D อีกรอบ ตัวคัวรอนเองกล่าวว่าเขาได้รับข้อมูลและแรงบันดาลใจมาจากสารคดีเรื่องนี้อย่างมาก และก็เห็นกันชัดๆเลยว่าหนังได้สเกลและมิติใกล้เคียงกันมากๆ ระบบสามมิติของ Gravity ทั้งลึกสร้างมิติและพุ่งทะลุพอๆกัน อย่างฉากระเบิดตื่นเต้นต่างๆนั้นเห็นคุณภาพด้านนี้ชัดเจนมาก หากหนังเรื่องนี้จะมีอะไรให้ติ ก็คงจะเป็นด้านบทที่เล่าตามสูตรเกินไปเสียหน่อย เนื่องจากหนังเล่าฉากตื่นเต้นต่อๆกันแทบไม่ให้เราหยุดพักด้วยระยะเวลา 90 นาที ไม่นิ่งเงียบและเวิ้งว้างอย่างที่อวกาศควรจะเป็นนัก ทำให้ช่วงซึมซับอารมณ์มีน้อย รวมถึงหนังมีสัญลักษณ์การให้กำเนิดชีวิตมากมายแต่กลับไม่นำจุดนี้สร้างอิมแพ็คในเรื่องนัก ปัจจัยเหล่านี้ทำให้หนังพาไปไม่สุดในตอนจบครับ แต่ Gravity สามารถทดแทนกันได้ด้วยพลังด้านเทคนิคที่พัฒนางานด้านภาพไปอีกขั้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ และเป็นประสบการณ์ภาพยนตร์ที่ไม่ควรพลาดอย่างยิ่งครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

Links