[Movie Review] Riddick

posted on 04 Sep 2013 23:47 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
ภาพยนตร์แอ็คชั่นภาคต่อสร้างจากตัวละครริดดิคที่ปรากฏตัวครั้งแรกใน Pitch Black ภาพยนตร์ไซไฟสัตว์ประหลาดสยองขวัญแอนตี้ฮีโร่ปี 2000 จนได้ขยายเป็นเกมดังและได้สร้างเป็นหนังภาคต่อที่ชื่อ The Chronicles of Riddick ในปี 2004 แม้ฉบับหนังภาค 2 จะไม่ได้รับความนิยมนักทั้งในแง่รายได้และคำวิจารณ์ ทั้งๆที่ตัวหนังมีสเกลใหญ่ขึ้น ทำให้ริดดิคหายหน้าหายตาไปเกือบสิบปี ล่าสุด Vin Diesel ก็ได้ฤกษ์กลับมารับบทสร้างชื่อของเขาอีกครั้งในภาคที่ 3 เรื่องราวหลังการขึ้นครองบัลลังก์เป็นลอร์ดมาร์แชลแห่งเนโครมังเกอร์ ริดดิคผู้ไร้ซึ่งจุดมุ่งหมายในชีวิตจึงเริ่มหวังที่จะกลับดาวบ้านเกิด แต่เขาได้ถูกทรยศและส่งมายังดาวรกร้างที่เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่อันตราย วิธีเดียวที่จะออกไปจากดาวดวงนี้คือส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือที่จะนำพานักล่าเงินรางวัลมากมายมาล่าตัวเขา ริดดิคกลับกลายเป็นอาชญากรที่ถูกหมายหัวที่ต้องเอาชีวิตรอดจากสภาพแวดล้อมอันโหดร้ายและนักฆ่า ก่อนที่เวลาจะหมดลงและภัยที่อันตรายยิ่งกว่ากำลังเข้าใกล้ขึ้น
 
สิ่งที่ทำให้รู้สึกฉงนกับหนังเรื่องนี้คงจะไม่พ้นประโยคแรกๆที่ริดดิคพูดขึ้นว่า "เหตุการณ์แบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย" (ที่อยู่ในตัวอย่างแรกด้วย) นั่นอาจหมายถึงเราจะไม่ได้เห็นอะไรใหม่ๆในหนังเรื่องนี้รึเปล่า? ส่วนตัวผมเห็นด้วยกับริดดิคว่าบทหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่เลย เรียกว่าย้อนกลับไปใช้มุกเดิมจากคราว Pitch Black และขยายเรื่องให้ยืดยาวเกินจำเป็น ส่วนที่ดีที่สุดของหนังคือแอ็คแรกที่ริดดิคถูกทิ้งให้เอาตัวรอดเพียงลำพังด้วยสภาพยับเยินและต้องเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตบนดาวดวงนี้ และมีการใส่อารมณ์ขันให้กับตัวละครริดดิคที่ดูแล้วเพลินไม่น้อย แม้บทจะแอบหาฉากเชื่อมโยงกับภาคสอง แต่มันก็เหมือนถูกใส่มาเพื่อจะบอกว่า'เราขอตัวเนื้อเรื่องทั้งหมดในภาค 2 ทิ้งแต่เพียงเท่านี้' ส่วนตัวมองว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ค่อยเคารพเส้นการดำเนินเรื่องเท่าไหร่นัก เมื่อหนังเข้าถึงแอ็คสองก็มีไอเดียที่เข้าท่าอย่างการให้เราได้เห็นความน่ากลัวของริดดิคที่ไล่เก็บนักล่าค่าหัวทีละคน แต่จุดเสียจุดใหญ่ที่ทำให้ผมแทบหลับไปตั้งแต่ครึ่งเรื่องคือการวางบทบางตัวละครอื่นๆ อย่างการยัดภูมิหลัง หรือบทพูดของเหล่านักฆ่าที่ยืดเยื้อเถียงกันไปมาอยู่หลายนาทีเพียงเพื่อจะปล่อยมุกฝืดๆ
 
พอเราเข้าสู่แอ็คสาม ก็เรียกได้ว่าหนังเหมือนเพิ่งเริ่มเข้าเรื่องก็ตอนที่ฝูงเอเลี่ยนเริ่มโผล่มาโชว์โหด ไม่ต่างกับคราว Pitch Black แต่ส่วนที่ต่างคือความน่ากลัวของภัยครั้งนี้สู้ต้นฉบับไม่ได้เลย ขณะที่ฉากแอ็คชั่นดำเนินไปอย่างง่ายๆไร้ความระทึกขวัญแล้ว คิวบู๊ก็แทบไม่มีไอเดียอะไรใหม่ๆเลย จนสุดท้ายลงเอยบทจะจบก็จบเสียง่ายๆ ส่วนที่ยังทำให้หนังดูเพลินได้ก็คงจะเป็นงานโปรดัคชั่น แม้ CGI จะไม่ได้สมจริงมากนัก แต่งานสร้างอื่นๆก็นับว่าละเอียดทีเดียว และเลือดสาดสมเป็นเรท R พอหอมปากหอมคอ แม้ Riddick อาจจะไม่ใช่หนังคืนฟอร์มให้กับแฟรนไชส์นี้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นไซไฟสยองขวัญ และดูเหมือนภาคเสริมมากกว่าภาคต่อ แต่คาดว่าคุณภาพดารานำและระดับงานสร้างคงช่วยให้ถูกใจแฟนๆคอหนังแอ็คชั่นได้ไม่ยาก
 

Comment

Comment:

Tweet

Links