[Movie Review] The Wolverine

posted on 25 Jul 2013 17:08 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
The Wolverine ภาพยนตร์จากแฟรนไชส์ X-Men เรื่องล่าสุด ที่กลับมาเล่าการเดินทางของวูล์ฟเวอรีนอีกครั้ง แม้หนังซูเปอร์ฮีโร่หลายเรื่องจะรีบูทหรือเปลี่ยนนักแสดง แต่ Hugh Jackman ก็ยังคงกลับมาเป็นวูล์ฟเวอรีนอีกครั้งไม่เปลี่ยนแปลง นี่คงเป็นเครื่องยืนยันฐานแฟนๆที่มีให้กับตัวละครนี้ ทว่าหนังวูล์ฟเวอรีนก็เคยสร้างวีรกรรมมาแล้วใน X-Men Origins ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนัง X-Men ที่แย่ที่สุด และเกือบทำฮีโร่กลายพันธุ์คนนี้หมดอนาคตไปพักใหญ่ The Wolverine กลับมาคืนสังเวียนอีกครั้งด้วยผลงานกำกับของ James Mangold จาก Walk the Line และ 3:10 to Yuma ที่เขาพาวูล์ฟเวอรีนไปไกลถึงญี่ปุ่นโดยอ้างอิงจากฉบับการ์ตูนของ Chris Claremont และ Frank Miller เมื่อโลแกนได้รับการติดต่อจากยาชิดะ มหาเศรษฐีเจ้าของกิจการมากมายในญี่ปุ่นผู้ที่โลแกนเคยช่วยชีวิตไว้เมื่อหลายสิบปีก่อนในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยาชิดะยื่นข้อเสนอให้โลแกนเพื่อแลกความเป็นอมตะของเขา หลังพบว่าโลแกนยังคงรู้สึกผิดกับการตายของจีน เกรย์ และหมดความต้องการที่จะมีชีวิต ทว่าเหตุการณ์ทางการเมืองและธุรกิจในบริษัท ทำให้หลานสาวของยาชิดะตกอยู่ในอันตราย ขณะที่โลแกนต้องพบศัตรูใหม่อย่างไวเปอร์ที่ทำให้พลังในการรักษาของเขาหายไป โลแกนผู้ไร้ซึ่งความเป็นอมตะจะต้องต่อสู้อย่างมนุษย์ธรรมดาเป็นครั้งแรก
 
เมื่อมานั่งนึกๆดู ส่วนที่ทำให้ภาค Origins ไม่เวิร์คอาจเป็นความไม่มีแก่นสารของหนังเอง ขณะที่ X-Men เป็นหนังที่เล่นเรื่องเหยียดเผ่าพันธุ์เสมอๆ และมุมมองที่แมนโกลด์หยิบมาเล่าใน The Wolverine ก็ทำให้ผมสนใจไม่น้อยครับ นั่นก็คือประเด็นความเป็นอมตะของเขา ไม่เพียงแค่วูล์ฟเวอรีนสามารถอยู่ค้ำชีวิตใครหลายๆคนรอบตัวได้ เขายังต้องแบกรับชีวิตอื่นๆที่เขาฆ่าอีกด้วย ส่วนต้นของหนังทำให้ The Wolverine เป็นหนังที่แปลกมากๆในแฟรนไชส์นี้ และเมื่อเข้าสู่ญี่ปุ่นก็ยิ่งแปลกเข้าไปอีก หนังเปลี่ยนเป็นแนวชาวตะวันตกแปลกหน้าในดินแดนตะวันออกได้ไม่เลวเลย ชวนให้นึกถึง The Last Samurai ก็ไม่ปาน ทว่าหนังไม่มีเวลาให้วูล์ฟเวอรีนเรียนรู้วัฒนธรรมใหม่มากนัก และตัดเข้าสู่ช่วงแอ็คชั่นอย่างรวดเร็ว ส่วนตัวผมไม่รู้สึกว่าฉากแอ็คชั่นของภาคนี้ใหม่นักครับ จะมีที่ติดตาที่สุดก็คงเป็นฉากผาดโผนบนรถไฟความเร็วสูง แต่ก็น่าเสียดายที่งานซีจีดูหลอกตาเกินไปหน่อย เมื่อเข้าสู่แอ็คสองหนังก็ปรับโทนเพิ่มความโรแมนติกมากขึ้น มันพอดูได้เพลินๆแต่ก็ไม่รู้สึกอินมากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเพราะเป็นวูล์ฟเวอรีนที่ผมไม่อินบทโรแมนติกของพี่แกมาตั้งแต่ไหนแต่ไร รวมถึงการแสดงของ Tao Okamoto เองไม่สามารถแบกความเป็นดารานำหญิงไว้ได้ และไม่น่าดึงดูดพอ จริงๆแล้ว Rila Fukushima ในบทยูคิโอะยังสร้างสีสันได้ดีกว่าเสียอีก
 
ทว่า The Wolverine มาตกม้าตายมากๆเอาก็แอ็ค 3 ครับ เมื่อเรื่องเริ่มเฉลยมากขึ้นก็รู้สึกได้ถึงความไม่สมเหตุสมผลของเหตุการณ์ที่มาบรรจบกัน ฉากไคลแมกซ์เป็นอะไรที่รวบรัดตัดตอนจนทำให้เกิดความว่างเปล่าขึ้นมาในไลน์เรื่อง (ประมาณที่ผ่านมาทั้งหมดนี่เพื่ออะไร...) แม้ว่าหนังจะหยิบเอาตัวละครใหม่ๆมาใช้ได้ดีและซื่อตรงกับฉบับการ์ตูน แต่ก็ใช้ได้คุ้มเท่าที่ควรครับ จึงเป็นที่น่าเสียดายสำหรับ The Wolverine ที่สามารถเปิดงานไว้ได้ดีแต่จบไม่สวยซักเท่าไหร่ และในท้ายเครดิตของภาคนี้มีฉากพิเศษที่จะไปเชื่อมกับ X-Men: Days of Future Past ด้วย ที่ส่วนตัวมองว่าฉากนี้ฉากเดียวก็น่าตื่นเต้นซะยิ่งกว่าหนังทั้งเรื่องซะอีกครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

Links