[Movie Review] The Lone Ranger

posted on 04 Jul 2013 00:23 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
The Lone Ranger ภาพยนตร์คาวบอยที่มีต้นตำรับมาจากรายการวิทยุเมื่อปี 1933 ก่อนจะกลายเป็นซีรีส์โทรทัศน์และหนังอีกหลายต่อหลายเรื่อง โดยเริ่มต้นด้วยเรื่องราวของกลุ่มเรนเจอร์เท็กซัสที่ถูกดักซุ่มยิง ขณะที่โจรผู้ชั่วช้า Butch Cavendish คิดว่าเหล่ามือปราบตายหมดแล้ว  Tonto อินเดียแดงที่ผลัดหลงมากลับพบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตที่ยังไม่ตาย John Reid เรนเจอร์หนุ่มได้ตัดสินใจสวมหน้ากากเพื่อปกติตัวตนของเขา และออกตามล่าเคเวนดิชร่วมกับไปทอนโต จนทั้งคู่ได้กลายเป็นคู่หูพิทักษ์สันติภาพของฝั่งตะวันตกในนาม Lone Ranger ซึ่งมาในฉบับ 2013 ของโปรดิวเซอร์ Jerry Bruckheimer และผู้กำกับ Gore Verbinski ที่ทั้งคู่เคยสร้างชื่อจากไตรภาค Pirates of the Caribbean และตัวผู้กำกับเองก็เพิ่งทำหนังอนิเมชั่นทริบิวต์คาวบอยอย่าง Rango ไปหมาดๆอีกด้วย แม้ตอนเริ่มโปรเจ็คนี้จะดูเป็นที่สนใจมาก โดยเฉพาะการแคสติ้ง ทว่าหลังจากดิสนีย์ได้โปรโมตในช่วงเวลาหลายเดือนมานี้ กลับไม่ได้ดึงดูดความสนใจมากนัก อันที่จริงมันกลับทำให้คนสนใจน้อยลงกว่าเดิมด้วยซ้ำไป และกลายเป็นว่าที่หนังแป้กของปีนี้ไปแล้ว ทว่าหลังจากได้ชมจริงๆ หนังเรื่องนี้ก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดครับ
 
ข้อดีของสไตล์หนังบรัคไฮเมอร์คือสามารถดึงสเน่ห์ตัวละครนำมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ซึ่งกับ The Lone Ranger นั้นก็ไม่ต่างกัน มันมีความสนุกบ้าบอตลอดเรื่องไม่ต่างไปจากหนังโจรสลัดเลย ขณะที่ธีมของ The Lone Ranger เต็มไปด้วยองค์ประกอบความเป็นหนังคาวบอย ซึ่งสร้างยุคนี้มันคงจะเชยอย่างช่วยไม่ได้ด้วยเนื้อหาที่เล่าวนกันมาจะเป็นร้อยปีแล้ว เรียกว่าบทค้นหาตัวเองและความพลิกแพลงของเรื่องเดาได้ตั้งแต่หนังเริ่ม หนังเรื่องนี้ปรับโทนให้มีความเป็นสมัยใหม่มากขึ้น ซึ่งมีทั้งเวิร์คและไม่เวิร์คครับ ผมคิดว่าเสน่ห์ตัวละคร/นักแสดงนั้นช่วยพยุงเรื่องได้มากจริงๆ ตัว Armie Hammer นั้นแบกหนังทั้งเรื่องได้ไม่ยาก ขณะที่ตัวผมเองเบื่อ Johnny Depp แล้ว ก็ยังคิดว่าไม่มีใครเหมาะกับบทแนวนี้มากกว่าเขา (ราวกับนั่งดูกัปตัน Jack Sparrow เล่นหนังเรื่องอื่น) บวกกับฉากแอ็คชั่นโชว์งานสร้างอลังกาลตาที่ช่วยให้หนังสนุกนั่งไม่ติดเก้าอี้หลายฉาก ทว่าข้อเสียที่ยิ่งใหญ่มากๆคือ บทหนังสามารถกระชับได้มากกว่านี้ครับ การที่ดูหนังเอามันส์กับบทเชยๆที่ไม่มีอะไรใหม่ ในระยะเวลา 149 นาที มันออกนานเกินไป เพราะหลายฉากที่ตัดได้-เปลี่ยนได้ และมีเหตุการณ์ที่ใช้โครงเดิมซ้ำไปซ้ำมาเยอะเกินเหตุ
 
ทว่าก็ไม่ใช่ The Lone Ranger จะเล่าเรื่องน่าเบื่อซะทีเดียว ส่วนตัวแล้วชอบวิธีการเล่าตัดสลับครับ มันทำให้เกิดอารมณ์เหมือนฟังเรื่องเล่าดี ซึ่งก็ทำให้ฉากแฟนตาซีหลุดโลกมันพอจะแถได้บ้าง ขณะที่ดนตรีประกอบของ Hans Zimmer ก็เร้าใจและให้ฟีลตะวันตกดีเหลือเกิน น่าเสียดายที่งานเขียนบทที่น่าจะเรียบเรียงได้ดีกว่านี้ครับ เพราะถึงจะดูเอามันส์ The Lone Ranger ก็ยังเป็นหนังที่ขาดจิตวิญญาณมากเกินไป ไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมใดๆด้วย แถมการโปรโมตที่ไม่ดึงดูดเท่าที่ควร ซึ่งถือเป็นโชคร้ายของหนังโปรดัคชั่นระดับนี้เหลือเกิน และผมเองก็อยากเห็นแฟรนไชส์หนังคาวบอยยุคใหม่ที่ขายได้กับเขาเสียทีครับ
 

Comment

Comment:

Tweet

Links