Review 'The Hobbit: An Unexpected Journey'

posted on 13 Dec 2012 00:45 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
Peter Jackson นำเรากลับไปยังมัชฌิมโลกอีกครั้ง ด้วยการส่งท้ายปีกับภาพยนตร์แฟรนไชส์ที่มีคนตั้งตารอการกลับมากว่า 10 ปีอย่าง The Hobbit ภาคย้อนการผจญภัยของบิลโบ้ก่อนเกิดเหตุการณ์ใน The Lords of the Rings แม้ว่าฉบับหนังสือจะมีเพียงเล่มเดียว แต่หนังตัดสินใจแยกเป็นสามภาค ไม่เหมือน LOTR ที่สร้างไตรภาคจากหนังสือ 3 เล่ม ทั้งนี้แจ็คสันกล่าวว่าเขาอยากเปิดโลกและเหตุการณ์ที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในหนังสือมาใส่ในภาพยนตร์ให้ครบองก์มากขึ้น ภาคแรก An Unexpected Journey ว่าด้วยเรื่องของบิลโบ้ แบ็กกินส์ ฮอปบิทหนุ่มผู้แสนติดบ้านและรักความสงบ ได้รับการเชื้อเชิญแกมบังคับจากพ่อมดเทาแกนดัล์ฟ ให้ร่วมคณะเดินทางของกลุ่มคนแคระ นำโดยโธริน ว่าที่กษัตริย์องค์ต่อไป เพื่อกลับไปยึดเมืองจากเจ้ามังกรตัวร้าย ขณะเดียวกันการเดินทางครั้งนี้จะเป็นตัวจุดประกายเรื่องราวหลายๆอย่างที่นำไปสู่ภัยครั้งใหม่ของมัจฌิมโลกอีกด้วย ทำให้หลายกลุ่มไม่ได้เห็นด้วยและไม่สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ ซ้ำโธรินยังถูกหมายหัวจากกลุ่มออร์คซะอีก การเดินทางแสนอันตรายนี้จะเป็นการพิสูจน์และเปลี่ยนชะตาบิลโบ้ไปตลอดกาล
 
หากใครเป็นแฟนตัวยงของมัจฌิมโลกหรือ LOTR มาก่อน ขอรับรองได้ว่าจะหลงรักหนังเรื่องนี้แน่นอน  The Hobbit สามารถดึงบรรยากาศเก่าๆหวนคืนมาได้อย่างครบถ้วน แถมยังปรับปรุงด้านภาพให้งามจนโลกสมจริงขึ้นอีกด้วย หากเทียบๆกับแล้ว An Unexpected Journey ไม่ได้ต่างอะไรกับ The Fellowship of the Ring นัก ตั้งสไตล์การเล่าเรื่องและตัวละคร จะมีก็เพียงแต่เหตุการณ์มันเล็กลง ทำให้ความกดดันของหนังไม่มากนัก บทจึงหันไม่เล่นมุขตลกขำๆแทน ข้อดีอันดับหนึ่งของภาคนี้คือนักแสดงและตัวละครที่ลงตัวมากๆ เริ่มที่ Martin Freeman นักแสดงที่เรารักตั้งแต่ดูซีรีส์ Sherlock ก็สร้างคาร์แร็คเตอร์ของบิลโบ้วัยหนุ่มได้ดูซื่อและน่าค้นหา ขณะที่ Richard Armitage ก็สามารถดึงความเป็นผู้นำและความยิ่งใหญ่ของโธรินออกมาอย่างเต็มที่ ส่วนนักแสดงทีมเก่าอย่าง Ian McKellen ก็ยังสมเป็นแกนดัล์ฟเช่นเคย ความตื่นตาของภาพและเทคนิคการถ่ายทำก็ช่วยให้เรื่องที่ดูไม่มีอะไรเข้มข้นขึ้นมาได้ ฉากแอ็คชั่นและฉากโลดโผนต่างๆดูอลังการสมจริงมากกว่าเก่า ฉากสงครามและมังกรที่แม้จะโผล่มาแค่ช่วงต้นๆก็ยังดูมันส์ได้
 
อย่างที่กล่าวว่าหนังสือเล่มเดียวถูกแยกเป็นหนังถึง 3 ภาค การดำเนินเรื่องจึงออกมาค่อนข้างช้า ซึ่งก็เป็นหนึ่งในข้อเสียเล็กของเรื่องนี้ หนังทิ้งช่วงกับหลายๆฉากราวกับจะให้เสพย์บรรยากาศมัจฌิมโลกให้เต็มปอด แต่ขณะเดียวก็ใส่ฉากที่ไม่จำเป็นเยอะเกินไป บวกกับจังหวะหนังบางช่วงที่ไม่ลงตัวนัก ทำให้ฉากแฟลชแบ็คหรือการ Coming of Age ของบิลโบ้มีแรงส่งไม่พอ แต่ถึงกระนั้น An Unexpected Journey ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่เยี่ยมยอด, ดูเพลิน และดึงเรากลับไปยังโลกที่คุ้นเคยอย่างสมบูรณ์
 

Comment

Comment:

Tweet

Links