Review 'The Master'

posted on 09 Nov 2012 00:05 by kc-eazyworld in Movie directory Entertainment
 
The Master เป็นผลงานล่าสุดของ Paul Thomas Anderson เจ้าพ่อหนังรางวัลอย่าง Boogie Nights, Magnolia และ There Will Be Blood  สำหรับเรื่อง The Master เป็นการอ้างอิงการเกิดสมาคมและลัทธิต่างๆมากมายในอเมริกาช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2  และที่เนื้อหาหนังมีความคล้ายคลึงมากที่สุดเห็นจะไม่พ้นลัทธิ Scientology ของ L. Ron Hubbard มีความเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ใช่เพียงแค่มนุษย์เดินดิน เราสามารถก้าวผ่านขีดจำกัดเหล่านั้น มีความเชื่อที่ชี้นำผู้คนไปสู่การเข้าใจจิตวิญญาณตามธรรมชาติของตัวเอง ความสัมพันธ์ต่อตัวเอง ครอบครัว กลุ่มเพื่อนมนุษย์ สิ่งมีชีวิตบนโลก รวมไปถึงจักรวาล ซึ่งมาจากหนังสือของฮับบาร์ด 'ไดอานาติค' ว่าด้วยการบำบัดทางจิตที่เชื่อว่าสามารถรักษาร่างกายและจิตใจเราได้ผ่านความบอบช้ำในอดีต เมื่อลงลึกไปถึงรากของลัทธินี้พบมันแทบจะเป็นนิยายแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง ที่สุดท้ายก็ใช้ความงมงายหลอกตักตวงผลประโยชน์ ทำให้น่าฉงนสงสัยว่าความศรัทธาทำไมถึงได้มากมายขนาดนี้ แม้กระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน
 
บทหนังของ The Master นับว่าฉลาดในการเลือกเล่าเรื่องและปรับบทบาทของลัทธินี้ได้อ่อนน้อมลง และฟังขึ้นมากในฐานะจุดเริ่มต้นของ The Cause ที่เชื่อว่าการวิเคราะห์และระลึกอดีตชาติสามารถช่วยปลดปล่อยความเป็นมนุษย์ออกมาได้, สามารถรักษากิเลสหรือสัญชาตญาณเดรัจฉานที่ซ่อนอยู่ในตัวของเราออกไปได้ และก้าวผ่านขีดจำกัดของร่างเนื้อและเข้าสู่ความสมบูรณ์แบบที่เราควรจะเป็น เป็นการขายความหวังและความฝันให้กับคนที่ต้องการที่พึ่งทางจิตใจเป็นอย่างดี แม้ว่าหนังจะมีตัวละครถกกันถึงความเพ้อฝันของการบำบัดนี้ แต่ตัวหนังก็ฉลาดในการไม่ได้เอนเอียงหรือตัดสินเสียทีเดียว และมอบโอกาสให้คนดูไตร่ตรองเอาเอง ทว่าประเด็นของหนังเรื่องนี้ไม่ใช่การถกเถียงของความถูกผิดของ The Cause แต่เป็นการเล่าตัวละครภายในกลุ่มเสียมากกว่า หนังเดินเรื่องจากเฟรดดี้ กะลาสีที่ต้องกลับมาใช้ชีวิตหลังการไปรบ ซึ่งสำหรับคนที่ได้รับผลกระทบจากสงครามจนผิดปกติหนักอย่างเฟรดดี้แล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จนกระทั่งได้เจอดอดด์ ผู้นำของ The Cause ได้ต้อนรับเขาด้วยความสนใจ และหวังจะรักษาเฟรดดี้ให้หาย
 
ความน่าเสียดายของ The Master ก็เห็นจะเป็นตัวละครนั่นแหละ แม้ว่าทีมนักแสดงจะเทพขนาดไหน อย่างการแสดง Joaquin Phoenix และ Philip Seymour Hoffman จะลองเทคกันทรงพลังจนบางฉากแทบลืมหายใจ แต่ตัวละครอย่างเฟรดดี้และดอดด์เป็นอะไรที่เข้าถึงยากมากๆ เราสัมผัสได้ถึงความเหมือนบางๆของพวกเขาที่ดึงทั้งคู่มาเจอกัน แต่การกระทำที่คาดเดายากและเหมือนไม่มีที่มาที่ไปของทั้งคู่ก็ทำให้เรางง บวกกับบทสนทนาที่ปรัชญาหนักๆก็ทำเอามึนได้เหมือนกัน ทว่าข้อดีนอกจากการแสดงของนักแสดงแล้ว ก็ยังมีด้านภาพที่ถ่ายทำได้สุดยอดมากๆ ไม่ว่าจะเป็นมุมกล้อง-การจัดแสง-การใช้สี มันดู Surreal และเข้ากับบรรยากาศราวกับโดนสะกดจิตไปกับตัวหนังด้วย สำหรับหนังตีความและประเด็นหนักๆขนาดนี้ สร้างความน่าค้นหาและดึงดูดผู้ชมให้ดูจนจบได้ก็นับว่าเก่งมากๆ
 

Comment

Comment:

Tweet

Links