เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกเลยที่นำมา Review ตั้งแต่เปิดบล็อกมา ไม่ใช่สาเหตุอะไร แต่เพราะ

อยากระบายแบบเก็บไม่อยู่จริงๆ ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นภาพยนตร์ไทยทุนสร้าง

มโหฬาร 4 ภาคที่แทบจะยัดเยียดให้คนไทยดู ซึ่งส่วนหนึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีในการได้รับรู้ประวัติ-

ศาสตร์ชาติของเรา แต่อารมณ์การโปรโมตและสิทธิพิเศษของเรื่องนี้มันออกจะมากเกินพอดีไป

บ้าง เอาจริงๆว่าจำภาค 1-2 ไม่ได้เท่าไหร่เพราะไม่ค่อยประทับใจนัก มาภาคที่ 3 นี้ก็ยิ่งทำให้

รู้สึกแย่กับภาพยนตร์ชุดนี้เข้าไปอีก เพราะไม่เพียงคงสไตล์ยืดเรื่องน่าเบื่อเกือบตลอดทั้งเรื่อง

เท่านั้น แต่มันหาแก่นของหนังไม่ได้เลย เรียกว่าสร้างมาเพียงเพื่อยืดรอรองรับภาค 4 นั่นแหละ

เนื้อเรื่องนั้น คนที่ดู 2 ภาคแรกก็คงจะพอนึกภาพออก เพราะมาสไตล์เดิม แบบเนิบๆเรื่อยๆไม่-

รีบไม่ร้อนตั้งแต่ต้นยันจบ เรียกว่าเรียบแบบหาจุดพีคไม่เจอเลย นอกจากนี้ทางด้านการดำเนิน

เรื่องในส่วนประวัติศาสตร์ ก็เลือกช่วงที่สั้นมากๆแบบแทบไม่มีความสำคัญกับเนื้อเรื่องรวมของ

ทั้งสี่ภาคมายืดให้ยาวเกือบสามชั่วโมง (ลองนึกดูละกันว่าน่าหลับขนาดไหน) ยังมีการใส่ฉาก

ที่พยายามสร้างความฮาแบบขำบ้างไม่ขำบ้าง ซึ่งหลายฉากเหล่านั้นถ้าตัดไปให้หนังสั้นลงก็คง

ดีไม่น้อย เนื้อเรื่องส่วนของสงครามนั้นไม่หนักแน่นเท่าที่ควร ดูจะมาง่ายไปง่ายแบบแค่เกิ่นๆ

ซะด้วยซ้ำ ในขณะที่เนื้อเรื่องในวังก็ดูเล่นๆด้อยๆไม่แพ้กัน สู้คราวสุริโยไทไม่ได้ซักนิดเดียว...

ตัวละครเรื่องนี้คิดว่าออกจะเยอะไปซะหน่อย มีการแบ่งฉากให้ตัวละครซะเยอะจนเกินพอดี

บางครั้งยังรู้สึกว่าออกพระราชมนูเป็นพระเอกไปซะแล้ว เด่นกว่าพระนเรศวรซะอีกแหน่ะ ใน

ขณะที่ยัดตัวละครใหม่บ้าใบ้แบบไอ้ขาม ซึ่งแม้จะสร้างเสียงฮาและสีสันให้หนังได้เยอะ แต่ก็

เหมือนจงใจใส่เพิ่มเข้ามามากเกินไป น่าจะใช้ตัวละครเก่าๆที่มีอยู่แล้วให้ทำได้ในระดับเดียว

กัน อย่างออกพระชัยบุรีกับออกพระศรีถมอรัตน์ที่ดูเถียงๆกันบ้างเล็กน้อยก็น่าจะนำมาใช้ใน

จุดนี้ เรื่องรักสามเส้าของออกพระราชมนู-เลอขิ่น-เสือหาญฟ้า ก็ใส่เข้ามาแล้วก็หายไปเอาซะ

เฉยๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จริงๆน่าใส่ฉากในหงสาวดีมากกว่านี้ เพราะน่าสนใจกว่าเยอะ

ส่วนเสียที่สุดในด้านภาพคือ Art Direction เกือบทั้งหมด เข้าใจว่าอยากให้ตรงตามยุคสมัย

นั้นจริงๆ แต่หลายๆส่วนมันดูไม่เข้ากันและทำให้ออกมาดูไม่ดีในหนัง เช่น โทนสี แม้ในภาคนี้

จะดูคุมมากขึ้น แต่ก็ยังมีการใช้สีที่ดูสะเปะสะปะอยู่เยอะ บางฉากก็เร่งซะเหลืองอ๋อยจนเกินไป

การตัดภาพก็เป็นอีกหนึ่งจุดด้อยของเรื่อง การตัดสลับฉากหลายๆครั้งก็ไวเกินไป แบบนึกจะ

ตัดไปฉากอื่นก็ตัดไปเลย หรือฉากรบของออกพระราชมนูที่ตัดสลับการถวายสังฆทานนั้นก็ไม่

เข้าใจจริงๆว่าต้องการใส่เมสเสจอะไรหรือเปล่า แต่มันขัดกันมากๆ การสโลว์ภาพก็ถูกใช้แบบ

ผิดจังหวะเกือบทุกครั้ง ภาพในฉากเดียวกันแต่สีออกมาไม่เหมือนกันก็มี ด้านเสียงนั้นก็ยังเป็น

ปัญหาเดิมๆของหนังไทยซึ่งบ่นจนเบื่อละ แต่เสียตรงที่เสียงพูดในบางจุดของฉากเดียวกันกลับ

ดังไม่เท่ากันซะนี่ เอฟเฟ็คระเบิดแม้จะเยอะอยู่ แต่ก็ระเบิดผิวๆ แทบไม่โดนคนหรือสิ่งก่อสร้าง

อะไรให้ดูอลังการสมโปรโมตเลย เสียดายทุน เอาเป็นว่าเป็นหนังที่ภาวนาตั้งแต่ครึ่งเรื่องแล้วให้

จบซะที แม้จะได้บัตรฟรีมาก็ยังรู้สึกเสียดายเวลา แต่ใครอยากพิสูจน์ด้วยตาตัวเองก็ไม่ว่ากันนะ


 

Comment

Comment:

Tweet

คอมเมนท์ที่ 2 มีอคติอะไรกับคุณ Kc รึเปล่าครับ (ฮา)

#10 By keaaaa on 2011-09-03 19:12

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! sad smile

#9 By anges on 2011-09-03 17:49

ใจเย็นๆสิครับ การติ ก็ไม่ได้ผิดสักหน่อย - -*

เค้าแค่พูดในสิ่งที่เค้าคิด ไม่ได้ทำผิดอะไรนี่
ถ้าคุณคิดว่าหนังสนุก คุณก็ดูไป ก็ไม่มีใครว่าอะไร
อีกอย่างที่เค้าReview ก็ไม่ใช่การโจมตีหนัง
ให้คนไม่เข้าำไปดู

เราต้องเป็นกลางสิครับ คิดอย่างนั้นมันผิดนะคุณSOM
อีกอย่างคุณ KC ก็ไม่ได้ว่าท่านมุ้ย สักหน่อย - -*

ใจเย็นๆเน้อ sad smile sad smile sad smile

#8 By Max&Mon on 2011-04-06 14:33

ถ้าพวกคุณไม่มีปัญญาสร้างก็อย่าติโน่นตินี้การที่เรามีหนังไทยที่มีสาระดีให้เราดูมันก็ดีแค่ไหนแล้ว ถ้าเปรียบเทียบกับหนังไทยเรื่องอื่นพูดได้เลยว่าสาระประโยชน์มากกว่าเยอะ แต่เทียบกับหนังฝรั่งมันก็ย่อมจะแตกต่างกันแน่นอนเกี่ยวกับเรื่องสเปเชี่ยลเอ็ฟเฟ็ก
สร้างได้ขนาดนี้ก็ถือว่าดีแค่ไหนแล้ว ถ้าคุณคิดว่าคุณทามดีกว่าท่านมุ้ย ทามไมไม่ไปสร้างเองเลยหละเพื่อจะมีคุณชมมากกว่าคนติ

#7 By som (124.122.160.10) on 2011-04-04 17:58

พระเจ้า! แก review หนังไทย!!!!!

#6 By Adi (203.131.212.6) on 2011-04-02 22:19

ส่วนตัวผม ตอนไปดูก็คาดหวังเหมือนกันนะว่าจะต้องมัน

เเต่พอไปดูมาเเล้วมันรู้สึกเหมือน หนังไม่ค่อยมีจุด peak แบบว่า ดนตรี และภาพไม่ค่อยได้ทำให้เรามีอารมณ์ร่วม ถ้าเทียบกับภาคหนึ่งและสอง

หนังโดยรวม น่าเบื่อเล็กน้อย เเต่ก็เเทรกมุกตลก และฉากรัก น่ารักๆ

ผมก็ให้ไม่เกิน 6/10 ครับ เพราะ ภาคนี้เนื้อเรืองไม่เข้มข้นเท่าไหร่ เเต่หวังว่า เนื้อเรื่องจะเข้มข้นขึ้นไปในภาค 4

#5 By aumjumba (182.52.104.51) on 2011-04-02 17:05

ดีครับบ
ว่าไปตามจริง มีคนไม่น้อยที่อยากจะไปดูหนังแบบที่ฟอร์มยักษ์ฝรั่งเค้า ถ้ามาอ่านก่อนจะได้ไม่ไปดู

ส่วนคนอยากรุ้ประวัติศาสตร์ หรือรักชาติอยากช่วยก็อีกเรื่องนึงคับ

ผมชอบบล็อกคุนนะ มันตรงดี

#4 By Fie (110.168.145.211) on 2011-04-02 16:28

- - sad smile

จะเม้นไงดี ต่างคนต่างมุมมองแล้วกัน

คือเราดูหนังไปตามอารมณ์ของหนัง ไม่เคยนั่งจับผิดกับพวกฉากแสง นู่นนี่ซะด้วยสิ- -


โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นหนังที่สนุกนะ

#3 By :EH EW on 2011-04-02 12:51

มีอคติอะไรกับเรื่องนี้หรือเปล่าครับ?

ผมว่าท่านมุ้ยก็ทำออกมาดีนะ แต่ถ้าคุณเอาไปเปรียบกับหนังฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศ ยังไงประเทศไทยเราก็ยังสู้ไม่ได้อยู่แล้ว ทั้งเอฟเฟ็ค เสียง ภาพ หรืออะไรก็ตาม เรื่องเสียงที่บอกว่าในฉายเดียวกันแต่ได้ยินไม่เท่ากัน ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าคุณลองสังเกตดู เสียงที่ไม่เท่ากันนั้น เกิดจากตำแหน่งที่ต่างกันของกล้อง นั่นหมายถึง คนที่ตำแหน่งต่างกัน ควมเข้มของเสียงย่อมต่างกันอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง คุณพูดอยู่กับนาย ก. ส่วนผมอยู่ข้างหลังคุณ นายก.ย่อมได้ยินเสียงคุณที่ชัดเจน
ส่วนผมก็ได้ยินเสียงที่ต่างกันออกไป มันก็เหมือนกันในหนังนั่นแหละครับ ที่ท่านมุ้ยพยายามจะสื่อตรงนี้ ผมว่าหนังฟอร์มยักษ์ไม่น่จะพลาดอะไรตรงนี้นะครับ มันน่าจะเป็นความตั้งใจของท่านมุ้ยมากกว่า แต่ก็นั้นแหละครับ มันกลายเป็นว่าโดนจับผิด(หลายคนก็คงคิดแบบนี้) อีกอย่างเรื่องสีของหนังนั้น ผมเองก็ไม่ได้สังเกตนะครับ
แต่ผมคิดว่า มันเป็นไปได้มั๊ย ที่ช่วงเวลาที่ต่างกันในแต่ละวัน(เช้า สาย บ่าย เย็น) มันเลยทำให้ในแต่ละเวลานั้น สีมันเลยดูต่างกัน เพราะท่านมุ้ยอยากจะสื่อให้รู้ว่ามันคือเวลาช่วงไหน อย่างตอนเที่ยงหรือบ่ายที่แดดแรง มันเลยดูเป็นสีเหลือง ช่วงไหนค่ำๆเย็นเลยทำให้ดูมืดๆ จากที่เคยสังเกต ผมว่าหนังหลายเรื่องก็มีนะครับ เรื่องโทนสีอะไรพวกนี้อ่ะ ส่วนเรื่องฉากรบของออกพระราชมนูที่ตัดสลับการถวายสังฆทานนั้น รู้สึกว่าช่วงนี้พระนเรศวรกำลังเตรียมตัวไปรบไม่ใช่หรอครับ ประมาณว่าทำบุญก่อนออกไปรบ ส่วนพระราชมนูนั้นออกไปล่วงหน้าก่อน ไปสกัดไพร่พล หรือตัดเสบียงอาหารของฝ่ายตรงข้าม คือล่วงหน้าไปตัดกำลังบางส่วนก่อน ฉากนี้ผมไม่มั่นใจนะครับ ผิดถูกยังไงชี้แจงได้ครับ ขอบคุณครับ

#2 By เทเลทับบี้ (118.173.87.37) on 2011-04-02 10:58

ตำนานที่อิงประวัติศาสตร์ กับ หนังผจญภัยแฟนตาซีที่สร้างจากจินตนาการอย่าง เดอะลอร์ด ออฟเดอะลิงค์ การสร้างสรรค์หนังออกมาย่อมมีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน แต่ถ้าสาระความรู้ ข้อคิด เฉพาะในประเทศไทยก็ไม่ทิ้งจากหนังสือแบบเรียนที่เราคนไทยเรียนมาแต่เล็กแต่น้อยนะ ถือว่าเป็นความพยายามของคนสร้างต้องการเล่าประวัติศาสตร์ของชาติโดยใช้ภาพยนต์เป็นสื่อ คิดว่าสร้างมาจะครบ สี่ภาค แล้วทำให้คนไทยร้อยละ 70 ที่(มั่นใจว่า)ไม่รู้และไม่สนใจประวัติศาสตร์ชาติบ้านตัวเอง ได้รู้ได้เข้าใกล้ได้สนใจก็ถือว่าประสบความสำเร็จอยู่บ้าง ซึ่งส่วนน้อยที่ไปดูเพราะสนใจเนื้อหาตามประวัติศาสตร์แต่ส่วนมากไปดูเพราะกระแสนิยม บ้าเห่อ=__= คนเต็มโรงก็จริง....แต่มันก็แค่มาดูฉากขำๆฉากเลือดกระฉูด ฉากรักสามเส้า แต่ไม่ได้มองจุดประสงค์และ นัยยะ ของหนังเลย เฮ้อ...แล้วมันจะรักชาติมันได้ยังไง....


#1 By Ladygreen on 2011-04-02 10:20

Links