Review: 127 Hours

posted on 16 Feb 2011 01:24 by kc-eazyworld in Movie

เนื่องจากบ้านเราดันลงกำหนดฉายเรื่องนี้ช้ากว่างานประกาศรางวัลออสการ์ซะนี่ ก็เลยต้องหา

ลู่ทางมาดูซะก่อน ภาพยนตร์สร้างอิงจากเรื่องจริงเรื่องที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ของผู้กำกับ Danny

Boyle ที่นับว่าคุ้นหน้าคุ้นตาในแวดวงหนังรางวัล อย่างปี 2008 ก็เพิ่งได้ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ให้กับ Slumdog Millionaire มาหมาดๆ มาในเรื่องนี้แม้แนวเรื่องจะเปลี่ยนไปพอตัว เพราะหัน

มาเล่นกันภาพยนตร์ที่ใช้นักแสดงจำกัด ในพื้นที่แคบ แต่ก็ยังมีสไตล์ของ Boyle หลงอยู่พอตัว

ทีเดียว แม้ว่าหลายคนเห็นว่านี่จะกลายเป็นหนังที่นักแสดงเล่นอยู่คนเดียวชนิดดูแล้วหลับ ก็ขอ

บอกว่าหนังมันมีอะไรมากกว่านั้น เรียกว่าขั้นแพรวพราวด้านเทคนิคภาพเลยก็ว่าได้ นับว่าเลือก

ใช้องค์ประกอบต่างๆในหนังได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งๆที่เนื้อเรื่องไม่น่าไปได้ถึงชั่วโมงครึ่งเลยด้วยซ้ำ

 

เรื่องราวอิงเหตุการณ์จริงของนักผจญภัย Aron Ralston ที่มักทำอะไรด้วยตัวคนเดียวมาตลอด

จนกระทั่งพลาดท่าตกลงไปในร่องเขาโดยที่แขนขวาของเขาติดอยู่กับหินก้อนหนึ่งนานกว่า 5 วัน

หรือ 127 ชั่วโมง ซ้ำร้ายเขายังไม่ได้บอกใครด้วยว่าจะมาที่นั่น พอฟังจากเนื้อเรื่องก็คงพอจะเดา

บรรยากาศหนังกันได้ว่าออกไปแนวเอาชีวิตรอด-การประยุกต์ใช้อุปกรณ์ต่างๆที่มีอยู่-การแสดง

ด้านอารมณ์อีกด้านของตัวละคร และการบอกลา ซึ่งเอาตามตรง ตัวเนื้อหาและบทก็ไม่ได้ใหม่

อะไรเลย เพียงแต่ Boyle สามารถสอดแทรกอะไรใหม่ๆออกมาได้ตลอดเรื่อง บางครั้งก็ยังโผล่

ฉากขำๆน่ารักๆมาให้เราได้หายใจหายคอกันด้วย ส่วนบางฉากก็เรียกว่ากดดันชนิดเสียวไส้ไป

นานหลายนาทีทีเดียว คุมอารมณ์ของหนังได้อย่างอยู่หมัด แต่ก็ยังมีฉากหนืดๆง่วงๆอยู่บ้าง...

 

ด้านตัวละคร ตอนแรกคิดว่าจะมีมิติคนละแบบกันเลย เพราะดูก็ไม่ใช่คนที่หยิ่งผยองอะไรมาก

อย่างที่ในตัวอย่างตัดต่อให้เป็นแบบนั้น จริงๆก็เป็นเพียงคนธรรมดาที่รักสนุกและไม่กลัวอะไร

มั่นใจในตัวเองสูง และไม่ค่อยติดต่อครอบครัว แต่จริงๆแล้วครอบครัวของเขาก็ดูอบอุ่นดี และ

ส่วนที่ดีของหนังคือการเลือกตัดแฟลชแบ็คได้คุ้มค่าแถมไม่น่าเบื่อเลย ส่วนที่น่าเบื่อกลับเป็น

ฉากภาพหลอนที่ Aron เห็นประปลายซะมากกว่า ส่วนด้านนักแสดง แม้จะมีนักแสดงมากกว่า

1 คน แต่หนังทั้งเรื่องก็แบกไว้กับ James Franco นั่นแหละ ต้องยอมรับเลยว่า การแสดงของ

เขาในเรื่องนี้ก็ไม่ได้น้อยหน้าผู้เข้าชิงออสการ์ด้วยกันเลย เพราะเขาสวมบทบาทที่ต้องแสดง

หลากอารมณ์มากๆแต่ยังสามารถดูเป็นคนคนเดียวกันได้ และพอถึงจุดพีคก็เล่นเอาทึ่งไปเลย

 

เทคนิคและมุมกล้องต่างๆในเรื่องนี้สุดยอดจริงๆ ใครที่สนใจด้าน Cinematography จงอย่าได้

พลาดเป็นอันขาด ทั้งการตัดแต่ละฉาก การเรียงภาพเป็นช่องๆ มุมกล้องโคลสอัพสวยๆ รวม

ถึงวิวสวยๆแล้ว นับเป็นหนังที่ภาพเพอร์เฟ็คมากๆเรื่องหนึ่งเลย เคยคิดว่าหนังจำกัดพื้นที่จะใช้

มุมกล้องลำบาก แต่เรื่องนี้ทำได้ดีมากจนไม่รู้สึกว่าฝืนมุมกล้องมากเกินไปอีกด้วย เอาเป็นว่า

ภาพสวยตั้งแต่ต้นยันจบเลย! แต่บางครั้งก็รู้สึกว่าสีของหนังมันก็เล่นได้ไม่มากนัก จึงแอบเบื่อ

ฉากบ้างเล็กน้อย ด้านดนตรีประกอบถือว่าทำได้เยี่ยมและโดดเด่นพอสมควร ช่วยถึงอารมณ์

หนังได้ขึ้นเยอะ เพลงประกอบ If I Rise นั้น เวอร์ชั่นปกตินั้นฟังแล้วเฉยๆ แต่พอไปอยู่ในหนัง

แล้วมันส่งอารมณ์ได้เยี่ยมจริงๆ นับเป็นหนังอินดี้ชั้นเยี่ยมที่หวือหวาด้านเทคนิคภาพมากถึง

มากที่สุด ใครที่ยังปิดกันหนังแนวนี้อยู่ก็อยากให้ไปพิสูจน์กับเรื่องนี้เล็กน้อย แล้วจะติดใจ ;-)


 

Comment

Comment:

Tweet

เสียดาย James Franco ถ้าไปชิงปีอื่นอาจถึงขั้นผู้ชนะได้เลยนะครับ

#1 By keaaaa on 2011-02-16 10:21

Links