World War Z ภาพยนตร์หายนะสยองขวัญปนสืบสวนของผู้กำกับ Marc Forster จาก Quantum of Solace ซึ่งสร้างอ้างอิงหนังสือนิยายในชื่อเดียวกันของ Max Brooks ซึ่งในฉบับนิยายนั้นไม่ได้เล่าเหมือนภาพยนตร์ซะทีเดียว โดยเหตุการณ์ในสงครามซีนี้ถูกพูดถึงจากหลากหลายตัวละครในรูปแบบจดหมายเหตุ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าถ้าเล่าหนังซอมบี้ในสไตล์กึ่งสารคดีแบบ Contagion คงจะแปลกและน่าสนุกไม่น้อย แต่ฟอร์สเตอร์เลือกการเล่าที่เข้าถึงคนหมู่มากและปรับสไตล์หนังเป็นแนวตลาดขึ้น ตัวละคร Gerry Lane ถูกสร้างขึ้นให้เป็นคนนำเรื่อง เจอร์รี่เป็นอดีตเจ้าหน้าที่สหประชาชาติที่ทิ้งชีวิตเสี่ยงตายมาอยู่กับครอบครัว หนังพาเราเข้าสู่สงครามโลกอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนมองแทบไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น เร็วซะจนไม่ทันอินกับเหตุการณ์มันก็จบลงซะแล้ว ผมมองว่าหนังเล่าซอมบี้เป็นลักษณะโรคระบาดซะมากกว่า เพราะ World War Z แทบไม่มีความเป็นหนังซอมบี้อยู่เลย ความน่ากลัวในแบบซอมบี้ไม่ได้ถูกใช้ในเรื่องนี้ อย่างอารมณ์คนรู้จักกลายสภาพหรือสภาพระหว่างการค่อยๆติดเชื้อ เป็นต้น ซึ่งหากมองเป็นหนังที่เกิดโรคระบาดเรื่องหนึ่งมันก็จะสนุกกว่า เหมือนคราว I Am Legend ที่มีลักษณะเหมือนแวมไพร์ แต่ก็ไม่ใช่หนังแวมไพร์
การดำเนินเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้เน้นไปที่การสืบสวนของเจอร์รี่ เขาเดินทางไปมาเกือบจะทั่วโลกเพื่อหาที่มาของการแพร่เชื้อ และเพื่อหาวัคซีนรักษาผู้ติดเชื้อ ซึ่งระหว่างการมองหาเบาะแสของคำตอบก็มีการผจญภัยและเหตุการณ์หายนะที่ขั้นเป็นพักๆ ฉากเหล่านั้นดูสนุกดีและชวนให้นึกถึง Resident Evil ฉบับเกมไม่น้อยครับ ทว่าในระยะเรื่องดำเนินไปเร็วมาก ทำให้ไม่เกิดอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครไหนนัก นอกจากเจอร์รี่แล้วตัวละครอื่นเกือบจะเป็นแค่ทางผ่านของเขาที่จากไปอย่างง่ายๆ หรือแม้แต่ครอบครัวเจอร์รี่เองก็ถูกใช้ในลักษณะที่ให้ผู้ชมเกิดความรำคาญมากกว่าจะโหยหาไปกับเจอร์รี่ด้วย ถึงแม้หนังจะเน้นแอ็คชั่นตื่นตาแทบไม่เว้นให้หายใจ แต่ฉากที่ผมประทับใจมากที่สุดกลับเป็นหลังจากเข้าไปในแล็ปแล้ว (ชวนให้นึกถึง The Walking Dead ใช่ไหมล่ะ~) ซึ่งเป็นซีนที่ดูเหมือนหนังซอมบี้มากที่สุดแล้ว กับการเล่นกับพื้นที่แคบ และจุดเด่นจุดด้อยกับการรับมือของตัวละคร โดยฉากแล็ปดังกล่าวมันจบลงที่การวนกลับมาหาจุดเริ่มต้นได้ดี น่าเสียดายที่ฉากนี้กลับเป็นฉากจบทั้งๆที่มีปมให้เล่นต่อสนุกๆได้อีก แต่ข้อเสียหลักๆของ World War Z ที่อดเสียดายไม่ได้คือขาดความดิบไปแบบสิ้นเชิง เนื่องจากหนังเป็นเรต PG-13 ทำให้หลายซีนที่โหดได้ก็นิ่งสงบ และพึ่งซีจีมากจนความน่ากลัวเหือดหายไปด้วย
ดังนั้นในแง่การออกแบบแล้ว ไม่ค่อยปลื้มโปรดัคชั่นของเรื่องนี้ซักเท่าไหร่ครับ หลายท่านอาจเห็นว่าซอมบี้ฝูงแมลงแบบนี้น่ากลัวกว่าซอมบี้เดินเอื่อยๆ แต่ผมกลับเห็นว่าในความเป็นภาพยนตร์แล้ว การค่อยหยอดฉากน่ากลัวมันอิมแพ็คกว่าการยัดเยียดซะจนเกินหนัง ในด้านนักแสดงนั้นผมไม่เห็นว่าโดดเด่นมากนักครับ เอาจริงๆคือนอกจาก Brad Pitt แล้วนักแสดงท่านอื่นไม่ได้แสดงเท่าไหร่นัก ซึ่งตัวแบรดก็อยู่ในระดับมาตรฐานของเขาเป็นปกติ แบกหนังระดับนี้ได้ไม่ยาก เนื่องจาก World War Z มีการปรับเปลี่ยนบทช่วงท้ายในภายหลังเนื่องจากความเห็นไม่ตรงนั้นของทีมสร้าง ทำให้อยากรู้ว่าตอนจบที่ถ่ายไว้ในทีแรกออกมาเป็นอย่างไรอยู่เหมือนกัน
"เมื่อกระแสน้ำพัดขยะมาเกยฝั่ง เราต้องรู้จักเลือกเก็บของดี และทิ้งของเสียไป" - Mud ภาพยนตร์ก้าวผ่านอายุของเด็กหนุ่มผู้เฝ้ามองและออกเดินทางผ่านผู้คนรอบๆตัว, สิ่งแวดล้อมของแดนใต้ในอเมริกา ที่หล่อหลอมตัวเขาให้กลายเป็นผู้ใหญ่เฉกเช่นเดียวกับคนที่เขาเคยเฝ้ามอง Jeff Nicols นำเราไปสำรวจชนบทแดนใต้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำมิสซิสซิปปี เช่นเดียวกับ Take Shelter หนังยังคงเล่าผู้คนและวัฒนธรรมในเมืองผ่านสัญลักษณ์และตัวละคร กับสิ่งต่างๆที่พวกเขาควบคุมมันไม่ได้ และในความที่หนังเป็นสีเทานี้เอง ทำให้ Mud เป็นอีกหนึ่งผลงานที่แผ่ขยายได้มากมายหลายประเด็น และไม่ตัดสินเนื้อหาจนเกินไป ส่วนหนึ่งเพราะหนังเล่าจากมุมมองของเด็ก เอลิส เด็กชายวัย 14 ที่แม้จะมีความเคารพในครอบครัว แต่เขาก็มีการผจญภัยลับๆของเขาเองเสมอ เอลิสและเนคโบน เพื่อนสนิทที่มักนำเรือเล็กๆของพวกเขาออกสำรวจเกาะร้าง พวกเขาพบเรือที่ถูกน้ำท่วมใหญ่พัดขึ้นไปติดบนต้นไม้ และที่เกาะนี้เองทั้งสองได้พบกับชายที่ชื่อว่า'มัด' โดยเขาขอให้เด็กๆช่วยนำอาหารมาให้ระหว่างที่เขาต้องเฝ้ารอหญิงคนรักอยู่บนเกาะนี้ มัดเป็นเหมือนภาพสะท้อนของสังคมชนบทแห่งนี้ ไม่เพียงแค่ชื่อของเขาที่หมายถึงโคลนที่พื้นดินส่วนใหญ่ในตอนใต้มักจะมีลักษณะแบบนั้น ตัวมัดเป็นสะท้อนความเชื่อต่างๆในพื้นที่ ทั้งเรื่องเล่าในอดีตของเขา, รอยสักรูปงู คนรอบๆตัวมัดนอกเสียจากเอลิส มองเขาว่าเป็นคนหลอกลวง และฉลาดแกมโกงที่จะใช้คนอื่น แม้ว่าพวกเขาจะผูกพันกับมัดในแบบลึกซึ้ง แต่ก็ปฏิเสธข้อเสียของเขาไม่ได้ เหตุผลที่มัดต้องหลบมาอาศัยอยู่บนเกาะนั้นเป็นเพราะเขาได้บันดาลโทษะกับชายคนหนึ่งเพื่อจูนิเปอร์ จนติดคดีใหญ่โต ซึ่งไม่ต่างกับเอลิสที่เกิดนิสัยรุนแรงกับความรักวัยเด็กของเขาเอง เอลิสเป็นตัวละครที่นำสิ่งเหล่านี้มาประกอบเป็นอนาคตอย่างรู้ตัวและไม่รู้ตัว แม้กระทั่งกับครอบครัวของเขา ขณะที่พ่อพอใจในชีวิตปัจจุบัน แม่ของเอลิสกลับต้องการเปลี่ยนแปลง เอลิสผูกติดกับพื้นที่ของเขาไม่แพ้ผู้เป็นพ่อ ขณะที่ความสัมพันธ์ในครอบครัวเอลิสก็สะท้อนไปถึงแฟนที่อายุมากกว่าของเอลิส และกับความสัมพันธ์ของมัดและจูนิเปอร์เช่นกัน แต่ส่วนสำคัญที่คนเหล่านี้ถูกปลูกฝังและเราเห็นได้กับทุกตัวละคร คือความภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตน เรามักได้เห็นการนำเสนอสภาพแวดล้อมเขตใต้ของอเมริกาในภาพยนตร์เป็นลักษณะรุนแรง แต่อย่างที่กล่าวว่า Mud นั้นมีความเป็นสีเทา และไม่ได้ตัดสินความดีชั่วผ่านเพียงแค่ผิวหน้าของมนุษย์ที่มัน Stereotype จนเกินเหตุ ซึ่งผมมองว่ามันเป็นจุดดีของเรื่องนี้ที่สอดคล้องไปกับลักษณะการเล่าอย่างค่อยเป็นค่อยไป สอดแทรกสัญลักษณ์ต่างๆ ผสมไปด้วยอารมณ์หลากหลายของชีวิต แม้จะหนักหน่วงแต่ก็ออกมากลมกล่อมและน่ารักในมุมมองของเด็ก ซึ่งมันอาจจะเอื่อยเกินไปแต่ก็นับเป็นความฉลาดในการเล่าหนังมากๆ ข้อสำคัญที่สุดคือทีมนักแสดง ไม่ว่าจะบทน้อยบทมาก พวกเขาถ่ายทอดความเป็นชาวใต้ออกมาได้จับใจไม่แพ้หนังรางวัลหลายๆเรื่อง ส่วนตัวแล้วผมไม่ได้ชื่นชอบหนึ่งในนักแสดงนำอย่าง Mathew McConaughey มากนัก และยังคิดว่าเขาก็เล่นในแบบมาตรฐานกับเรื่องนี้ แต่ผู้ที่ขโมยซีนและเป็นเสาหลักของเรื่องมากที่สุดคือ Tye Sheridan นักแสดงเด็กที่สื่ออารมณ์ได้เกินเด็กมากๆ เรียกว่าแววดีน่าจับตามองสุดๆในปีนี้ Mud เป็นดินที่ถูกกระแสน้ำชะจนเหลวและเหนียวไปกับพื้นผิว เป็นดินที่สามารถพัดไปกับแม่น้ำที่เคลื่อนไหวอย่างไร้การควบคุม เฉกเช่นเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ควบคุมสิ่งต่างๆบนโลกไม่ได้แม้จะเป็นพื้นที่หรือคนรักของตัวเอง ดั่งสังคมที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
เผยตัวอย่างฉบับเต็มมาให้ชมแล้วกับ Only God Forgives ผลงานกำกับล่าสุดของ Nicolas Winding Refn ผู้ชนะรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมในเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อปี 2011 จาก Drive และการกลับมาคราวนี้เขาหันมาถ่ายหนังมวยไทยถึงประเทศไทยซะด้วย นี่เป็นเรื่องราวของจูเลี่ยนเดินทางมาทำงานให้กับค่ายมวยไทยแห่งหนึ่งเพื่อ บังหน้า เพราะแท้จริงแล้วเขาถูกแม่ของเขาบังคับให้มาตามหาคนที่ฆ่าน้องชายของเขา ในตัวอย่างดังกล่าวได้ให้เราฟังดนตรีประกอบเจ๋งๆของ Cliff Martinez ด้วย แม้ว่าเสียงตอบรับจากเทศกาลหนังเมืองคานส์เมื่อกลางปีจะออกมาไม่ดีนัก ซึ่งกรรมการหลายท่านมองว่ามันเป็นหนังอาร์ตมากกว่าหนังอาชญากรรม แต่ถึงกระนั้นหากใครเป็นแฟนหนังของนิคคงจะนึกถึงหนังอย่าง Valhalla Rising ที่น่าจะออกมาในลักษณะคล้ายกัน ก็ไม่ควรพลาดเรื่องนี้อย่างยิ่งครับ หนังนำแสดงโดย Ryan Gosling, Kristin Scott Thomas, Tom Burke, วิทยา ปานศรีงาม และญาญ่าหญิง รฐา โพธิ์งาม หนังมีกำหนดฉาย 19 กรกฎาคมนี้
VIDEO
หลังจากหายเงียบจากการโปรโมตไปพักใหญ่ Elysium ภาพยนตร์ไซไฟของ Neill Blomkamp จาก District 9 ก็กลับมาปล่อยตัวอย่างเรียกน้ำย่อยกันอีกครั้ง หนังว่าด้วยเรื่องราวการแบ่งแยกชนชั้นในโลกอนาคตปี 2159 ที่คนมีฐานะจะขึ้นไปใช้ชีวิตสุขสบายในอาณานิคมบนสถานีอวกาศที่เรียกว่าเอลิ เซียม ขณะที่คนจนจะยังคงอยู่บนโลกที่เสื่อมโทรม เต็มไปด้วยความยากไร้, อาชญากรรม และโรคภัยไข้เจ็บ มีหลายคนที่พยายามหลบขึ้นหนีไปบนเอลิเซียม แต่หน่วยงานรัฐบาลหลายส่วนจะพยายามกีดกันเพื่อรักษาความศิวิลัยบนสถานีเอา ไว้ ความหวังจึงมาตกกับชายคนหนึ่ง Max Coburn ผู้ซึ่งมีความจำเป็นต้องหนีจากโลกไปบนเอลิเซียมเฉกเช่นคนอื่น เขาจะทำทุกวิถีทางรวมถึงปฏิบัติการณ์แสนอันตราย และนั่นทำให้แม็กซ์ถูกนายกเทศมนตรีสาวตามเล่นงาน แต่หากงานนี้เขาทำสำเร็จ มันจะสามารถเปลี่ยนชีวิตคนหลายล้านบนโลกได้ นี่ถือเป็นผลงานทุนสูงเรื่องแรกของ Blomkamp หลังจากประสบความสำเร็จจาก District 9 อย่างมหาศาล และหนังยังได้นักแสดงนำที่น่าสนใจมาร่วมงานอีกด้วย ได้แก่ Matt Damon, Jodie Foster, Sharlto Copley, Wagner Moura, Carly Pope และ Alice Braga โดยมีกำหนดฉายในไทย 19 กันยายนนี้
VIDEO
คิดว่าหลายคนคงจะจำภาพยนตร์ชายชาติทหารสปาร์ตันอย่าง 300 กันได้ ที่ปัจจุบันกลายเป็นต้นตำรับงานด้านภาพของหนังกรีกโรมันยุคใหม่ไปแล้ว ในภาคต่อ Rise of an Empire นี้ อ้างอิงจากนิยายภาพของ Frank Miller ที่เดิมทีจะใช้ชื่อว่า Xerxes และ Battle of Artemisium โดยจะเน้นไปที่สงคราม Salamis ระหว่างกรีกและเปอร์เซีย นำโดย Themistocles นายพลของกรีก และ Artemisia แม่ทัพหญิงคนเดียวของเปอร์เซีย แต่ยังคงเล่าเรื่องประวัติของ Xerxes กับการกลายเป็นราชันย์แห่งเทพเจ้าเช่นเดียวกับบทต้นฉบับของมิลเลอร์ แม้ว่า Zack Snyder จะไปนั่งแท่นโปรดิวเซอร์แทนเพราะติดพันจาก Man of Steel ทางสตูดิโอก็ได้เลือกผู้กำกับหน้าใหม่ Noam Murro มาทำหน้าที่แทน นำแสดงโดย Sullivan Stapleton (จากซีรีส์ Strike Back), Eva Green และ Rodrigo Santoro กำหนดฉายมีนาคม 2014
VIDEO
'ถ้าไม่ได้คอยช่วยโลกให้พ้นภัย ชายในผ้าคลุมสีแดงคนนี้จะทำอะไร?' Man of Steel เป็นภาพยนตร์รีบูทของซุปเปอร์ฮีโร่ชื่อดังที่สุดในโลกอย่างซุปเปอร์แมน ครั้งหนึ่งแฟรนไชส์ตัวละครนี้เคยประสบความสำเร็จมากช่วงปลายปี 70 ถึงต้นปี 80 และก็เงียบหายไป แม้กระทั่งภาคต่อในปี 2006 ของ Bryan Singer อย่าง Superman Returns ก็ดูจะยังยืนชีพให้กับตัวละครนี้ไม่ได้ ในปี 2013 นี้ Zack Snyder ผู้กำกับ 300 ร่วมด้วย Christopher Nolan ได้จับมือร่วมกันนำซุปเปอร์แมนกลับมาบนแผ่นฟิล์มอีกครั้ง หลังจากโนแลนการันตีความสำเร็จไปแล้วกับไตรภาค The Dark Knight ก็ยิ่งทำให้น่าสงสัยว่าทิศทางของหนังซุปเปอร์แมนยุคโมเดิร์นนี้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร ใน Man of Steel นั้นเรียกว่ารีบูทใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ และไม่เหลือของเก่าจากหนังชุดแรกเลยก็ว่าได้ แต่เป็นหยิบเอาเนื้อเรื่องและองค์ประกอบของฉบับการ์ตูนมาดัดแปลงใหม่หมด 'คลาร์ก เคนท์' ไม่ได้เริ่มต้นชีวิตฮีโร่ที่สวยหรู และกลายเป็นที่รักของคนในชั่วข้ามคืน หนังให้เขาค้นหาตัวเอง มองหาจุดยืนบนโลกใบนี้ในฐานะคนนอกและคนใน หลังจากใช้ชีวิตอยู่กับมนุษย์กว่า 30 ปี คลาร์กจะต้องตัดสินใจใช้พลังอันมหาศาลของเขาเพื่อบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ และตัวเขานั้นพร้อมจะแบกภาระนี้หรือไม่
แม้จะเป็นหนังที่ผมตั้งความหวังมากที่สุดในปีนี้ ยอมรับว่าไม่ผิดหวังครับ แต่นั่นไม่ได้หมายถึง Man of Steel จะไม่มีข้อเสียซะเลย เนื่องจากหนังมีสไตล์สองด้านที่ชัดเจนมาก คือดราม่าผสมแอ็คชั่น ซึ่งส่วนตัวแล้วมองว่าดราม่ากลับไปไม่สุดนัก หนังเริ่มต้นที่ดาวคริปตันกับการล่มสลายของอารยธรรมดาวหนึ่งที่มีการออกแบบน่าสนใจมาก จอร์-เอล หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์ของชาวคริปโตเนี่ยน ยืนยันการพลังทลายของดาวบ้านเกิดและยืนยันให้มีการอพยพ ขณะที่กำลังเกิดสงครามกลางเมืองเมื่อซ็อดพยายามยึดอำนาจ ชาวคริปโตเนี่ยนถูกสร้างขึ้นให้มีเป้าหมายในชีวิตเพียงหนึ่งเดียว ขณะที่คาล-เอล ลูกชายของจอร์-เอลเกิดมาอย่างธรรมชาติและมีสิทธิกำหนดชะตาของเขา เขาได้ส่งลูกชายหลบหนีการพังทลายของคริปตันและซ็อดมายังโลก หนังพาเรากลับมาชมคลาร์กวัยหนุ่มบนเรือประมง และให้เห็นความเป็นฮีโร่ของเขาที่คอยช่วยเหลือคน แต่คลาร์กไม่ได้ใช้ชีวิตเยี่ยงคนปกติเพราะเขาถูกสอนให้ปกปิดความลับนี้มาตั้งแต่เด็ก เราได้หันกลับมามองคลาร์กในวัยเด็กว่าเขาต้องเผชิญอะไรบ้าง และอะไรที่ทำให้คลาร์กวัยหนุ่มต้องเร่ร่อนไปเรื่อยอย่างไร้ที่ยืน จนกระทั่งคลาร์กได้พบกับสถานที่ที่ทำให้เขาได้เชื่อมต่อกับโลกที่เขาจากมาอีกครั้ง ครึ่งเรื่องแรกนั้นเน้นไปที่การสร้างฐานตัวละครทั้งสิ้น ซึ่งผมมองว่ามันยังมีพลังไม่มากพอ หนังเล่าแบบกระโดดข้ามไปมาทำให้อารมณ์ร่วมกับความสัมพันธ์ของครอบครัวหายไป ที่สำคัญคือหนังพูดเรื่องการกลายเป็นสัญลักษณ์ความหวังของซุปเปอร์แมน แต่เรากลับสัมผัสไม่ได้ถึงความอ่อนโยนของคำนี้เลย
แม้หลายคำวิจารณ์จะมองว่าความสัมพันธ์ระหว่างคลาร์กและโลอิสไม่ดีนัก แต่ผมกลับชอบแบบนี้มากกว่า เพราะอย่างน้อยมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิงยาวต่อได้ และให้อารมณ์คนแปลกหน้าดีแม้จะพัฒนาเร็วไปหน่อยก็ตาม คลาร์กไม่ได้จู่ๆใส่ผ้าคลุมบินไปเป็นฮีโร่ เพราะสิ่งที่ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของพลังที่เขามี คือการมาของซ็อด ภัยคุกคากที่อาจฆ่ามนุษย์ทุกคนบนดาวดวงนี้ และนำพาเขาเข้าสู่สังเวียนการต่อสู้ของชาวคริปโตเนี่ยนในที่สุด ซึ่งหากใครมาชมโดยหวังเอามันส์ล่ะก็ รับรองว่าครึ่งหลังไม่ผิดหวังแน่นอน เรียกว่าอัดหนักซีนต่อซีนไม่มีหยุดเลย เรียกว่าเป็นหนังซุปเปอร์ฮีโร่ที่มีฉากไคลแม็กซ์มันส์ที่สุดก็ไม่ผิด ฉากเหล่านี้โชว์โปรดัคชั่นงานสร้างได้เป็นอย่างดี ทั้งศักยภาพของซุปเปอร์แมนที่ถูกโชว์อย่างมีประสิทธิภาพ มุมกล้องที่ช่วยส่งเสริมความเร็วของการต่อสู้ได้ดีเหลือเกิน เรียกว่าสู้กันถล่มทลายของแท้ แต่ก็ยังดูสวยแทบทุกช็อต บวกเข้ากับดนตรีประกอบของ Hans Zimmer ที่ทรงพลังและส่งเสริมฉากต่างๆได้เป็นอย่างดี ในด้านนักแสดงนั้น สองดาราพระนางอย่าง Henry Cavill และ Amy Adams ถือว่าอยู่ในระดับดี โดยสามารถเป็นคลาร์ก/โลอิสคู่ใหม่ขวัญใจแฟนๆได้ไม่ยากเลย แต่ที่ชอบมากๆคือการแสดงของ Michael Shannon ในบทนายพลซ็อดที่ดูผิดหูผิดตาไปจากที่เคย น่าเสียดายที่บทของ Russell Crowe, Kevin Costner และดาราสมทบคนอื่นๆจะน้อยไปหน่อย เพราะตัวละครนำหลายๆตัวมีบทบาทต่อเรื่องที่น่าสนใจทั้งสิ้น
Man of Steel ถือเป็นภาพยนตร์ซุปเปอร์ฮีโร่คุณภาพเรื่องหนึ่ง มันยิ่งใหญ่, โอ่อ่า และบ้ามากๆ ขอชื่นชมความทะเยอทะยานของทีมงานที่พยายามสร้างอะไรฉีกไปจากเดิมที่ดูดีและเข้ากับยุคนี้ แม้มันอาจไปได้ไม่สุดทาง แต่ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม เพราะมันสร้างความน่าติดตามได้มากๆ และอดสงสัยไม่ได้ว่าภาคต่อของภาพยนตร์เรื่องนี้จะออกมาในรูปแบบไหน