Review: 'Moneyball'

posted on 28 Jan 2012 21:31 by kc-eazyworld  in Movie

นี่เป็นภาพยนตร์กีฬาเบสบอล ที่แทบจะไม่เกี่ยวกับการเล่นเบสบอล Moneyball พูดถึงสถิติและ

กลยุทธในการสร้างทีมเพื่อชัยชนะ เดิมทีเป็นคนไม่อินกับกีฬาเบสบอลเท่าไหร่นัก แต่สำหรับใน

เรื่องนี้ หนังพูดถึงประเด็นที่สลับกับภาพยนตร์กีฬาหลายๆเรื่อง อย่างการที่ตัวเลขมีผลต่อเกมส์

มากพอกับตัวผู้เล่น และผู้จัดการทีมมีอิทธิพลต่อผลงานมากกว่าโค้ช นั่นเป็นส่วนแรกๆที่ทำให้

เกิดอยากดูเรื่องนี้ขึ้นมา นอกจากนี้หนังยังกำกับโดย Steven Zaillian และ Aaron Sorkin สอง

นักเขียนบทภาพยนตร์ขวัญใจ David Fincher อีกด้วย  Moneyball กำกับโดย Bennett Miller

สร้างจากหนังสือชื่อเดียวกันของ Michael Lewis  เป็นเรื่องของ Billy Beane ผู้จัดการของทีม

เบสบอลโอ๊คแลนเอส์ที่เพิ่งแพ้ให้กับแยงกีส์เมื่อจบฤดูกาล และผู้เล่นตัวนำทั้งสามคนในทีมเขา

ถูกทีมที่มีเงินหนุนมากกว่าซื้อตัวไปหมด บิลลี่พยายามคิดนอกกรอบเพื่อดึงทีมของเขากลับเข้า

เกมอีกครั้ง  Peter Brand เป็นนักเศรษฐศาสตร์จบใหม่ที่เข้ามาทำงานในวงการเบสบอล เขามี

มุมมองด้านการเลือกผู้เล่นที่ไม่เหมือนใคร โดยอิงจากสถิติในการเลือกตัวผู้เล่นที่ทีมอื่นมอง-

ข้ามและมีค่าตัวระดับที่ทีมโอ๊คแลนเอส์จะซื้อมาได้ การปฏิวัติครั้งนี้ทำให้บิลลี่และพีทโดนดูถูก

จากคนในวงการ หรือแม้แต่สต๊าฟทีมของเขาเอง ว่าเป็นการกระทำที่รั้นจะก้าวเหนือระบบของ

เกมที่มีมากกว่า 100 ปี  Moneyball มีบทหนังที่ฉลาดในการเดินเรื่องอย่างมาก มันพูดถึงการ

เชื่อมั่นในอุดมการณ์ตัวเอง อย่างที่บิลลี่พูดไว้ว่าหากเราเชื่อมั่นในอะไรซักอย่าง เราก็ไม่จำเป็น

จะต้องหาข้ออ้างเพื่ออธิบายตัวเองให้กับใคร ตัวบทเล่าการต่อสู้กับระบบและค่านิยมเดิมๆที่ถ้า

ไม่ทุ่มสุดตัวก็คงจะทำอะไรไม่ได้ ขณะที่สต๊าฟคนอื่นๆมัวมองหาผู้เล่นที่ดีพร้อมแต่ไม่ดีพอ เช่น

หน้าตา, ประสบการณ์ หรือแม้แต่ฐานะทางสังคม เพื่อมาแทนสมาชิกทีมที่ขาดไป บิลลี่และพีท

มองข้ามองค์ประกอบที่ไม่เกี่ยวข้องไป และเลือกเพียงคนที่จะทำให้เขาชนะได้ด้วยงบที่จำกัดนี้

ตัวบิลลี่นั้นมีอุดมการณ์สูง เขาหวังปรับและสร้างระบบใหม่ แม้ตัวเขาจะไม่รู้ตัว แต่อดีตของบิลลี่

ล้วนเป็นแรงผลักดันให้เขาพยายามเอาชนะแบบไม่มีข้อแม้ เขาเชื่อว่าหากไม่ชนะ การพยายาม

ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงก็สูญเปล่า แต่สิ่งที่พีทมองเห็นในตัวบิลลี่ เหมือนที่บิลลี่มองเห็นใน

ความสามารถของพีท นั่นคือตัวบิลลี่เองได้เปลี่ยนระบบของเกมไปแล้ว บทหนังเดินเรื่องฉับไว

ในระดับหนึ่ง ทำให้จุดหลักๆของเรื่องอยู่ที่สองตัวละครหลักเสียส่วนใหญ่ และมองข้ามตัวละคร

อื่นๆไปอย่างน่าเสียดาย เช่น โค้ช, สมาชิกในทีม ที่น่าจะใช้เล่นได้มากกว่านี้ นอกจากนี้สไตล์

ของหนังไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่จุดดีและเป็นจุดที่ดึงภาษีหนังขึ้นมากๆคือการเข้าขาที่ดีของสอง

นักแสดง Brad Pitt และ Jonah Hill โดยเฉพาะรายแรกนั้นสามารถแบกหนังทั้งเรื่องไว้ได้อย่าง

สบายๆ ด้านดนตรีประกอบนั้นถือว่าสมตัว ให้อารมณ์สไตล์กีฬาอเมริกันที่ไม่ได้แปลกใหม่มาก

Moneyball เป็นหนังดีอีกเรื่องที่เต็มไปด้วยข้อคิดแฝง มีความสมบูรณ์ทั้งในด้านตลกและดราม่า

ก็ผูกเข้ากันอย่างลงตัว และไม่พยายามพีคไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป ถือว่าดูเพลินทีเดียว


 

Review 'War Horse'

posted on 26 Jan 2012 00:27 by kc-eazyworld  in Movie

ความโหดร้ายของสงครามสร้างบาดแผลและความตายมากมาย และไม่เพียงมนุษย์เท่านั้นที่

ได้รับผลกระทบนี้ แต่เหล่าสัตว์ทั้งหลายต่างต้องร่วมชะตากรรมไปทั้งที่พวกมันไม่ได้มีส่วนรู้-

เห็นด้วยเลย  War Horse เป็นผลงานภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของ Steven Spielberg ผู้กำกับที่

มอบเวทมนตร์ให้กับฮอลลิวูดมากว่า 40 ปี โดยภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างอิงจากนวนิยายอังกฤษ

สำหรับเยาวชน ของ Michael Morpurgo ที่นับว่าเป็นแนวถนัดของเฮียสปีลเบิร์กทีเดียว หนัง

เล่าเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ระหว่างการปะทะของ Allies และ Central Powers โดย

เป็นการเล่าผ่านตัวละครม้าผู้ซึ่งพลัดเข้ามาในสงครามนี้ ม้าตัวนี้มีชื่อโจอี้ มันถูกเลี้ยงดูจาก

เด็กหนุ่มลูกชาวไร่ อัลเบิร์ต แต่ในช่วงก่อนสงครามที่ทำให้ทุกคนต่างสะสมเงินทองเพื่อเอา

ตัวรอดในภายหลัง พ่อของอัลเบิร์ตจำต้องขายโจอี้ให้กับทหารนายหนึ่ง อัลเบิร์ตจึงต้องจาก

โจอี้ไปอย่างหลึกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่โจอี้เองต้องพุ่งเข้าสู่สมรภูมิอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

War Horse มีเนื้อหาของหนังที่ส่วนผสมระหว่างความเบาและหนักออกมาได้ค่อนข้างลงตัว

การที่หนังเล่าผ่านตัวละครที่เป็นสัตว์ก็ถือเป็นจุดที่ช่วยดึงอารมณ์เห็นอกเห็นใจได้มากขึ้น แต่

ข้อเด่นของบทไม่เพียงแค่กับม้า ในระหว่างการเดินทางของโจอี้ที่ได้พบผู้คนใหม่ๆก็ยังเป็น

จุดที่ส่งพลังให้กับเรื่องเข้าไปอีก ตัวสปีลเบิร์กเองที่มีภาษีในการทำหนังสงครามอยู่แล้ว กับ

เรื่องนี้ก็คุมอารมณ์ฉากเหล่านั้นได้ดีมาก ทั้งสถานการณ์ของคนและม้าที่ต้องถูกดึงไปยุ่งเกี่ยว

และมนุษยธรรมระหว่างประเทศแม้ในช่วงสงคราม จะขัดก็เพียงแต่บางซีนที่พยายามบิ้วมาก

เกินไปบ้างตามสไตล์หนังเก่าๆ ที่มาดูตอนนี้มันก็แอบเชยอยู่เหมือนกัน ...อีกหนึ่งความเยี่ยม

ของ War Horse คือเหล่าตัวละครที่มีสเน่ห์มากๆ โดยเฉพาะเหล่าผู้ผลัดเปลี่ยนเป็นเจ้าของ

โจอี้ ส่วนนี้คงต้องยกความดีความชอบให้ทีมนักแสดงอย่าง Peter Mullan, Niels Arestrup,

David Thewlis, Tom Hiddleston, Benedict Cumberbatch และยังเป็นการเปิดตัวพ่อหนุ่ม

Jeremy Irvine ที่แม้ครึ่งแรกจะดูเฉยๆอยู่ แต่ส่วนท้ายเรื่องก็ทำออกมาได้ดีทีเดียว ด้านภาพ

ยังถือเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่อดพูดถึงไม่ได้ งานถ่ายภาพและองค์ประกอบทำออกมาได้สวยราว

กับภาพวาดในช่วงต้น และสลดหดหู่ในช่วงสงคราม จะติดอยู่บ้างในบางฉากที่ดูหลอกตาจน

แทบจะเป็นซีจี ทั้งๆที่ไม่น่าจะต้องใช้ (ไม่แน่ใจว่าเป็นที่คุณภาพกล้องที่ใช้ถ่ายรึเปล่า)  ส่วน

ด้านดนตรีประกอบของ John Williams นั้นก็เป็นสไตล์ของเฮียคนนี้อีกเช่นกัน ดนตรีรับส่ง

อารมณ์ยิ่งใหญ่, ว่องไว, มุขตลก, สลด และความหวัง ได้สอดคล้องกับตัวหนังอย่างลงตัว

ใครที่เป็นแฟนหนังของผู้กำกับคนนี้ก็ไม่ควรพลาด War Horse เป็นอย่างยิ่ง หนังเรื่องนี้ยัง

ชนะลูกโลกทองคำมาแล้ว 2 รางวัล, เข้าชิง BAFTAs 5 รางวัล และยังได้เข้าชิงออสการ์ถึง

6 รางวัล มาช่วยกันลุ้นว่าจะสามารถกวาดกลับบ้านไปได้เท่าไหร่ แต่ตอนนี้ War Horse และ

โจอี้ก็ได้กวาดใจผู้ชมกว่าครึ่งโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


 

รายชื่อผู้เข้าชิง Oscars 2012

posted on 24 Jan 2012 21:03 by kc-eazyworld  in Movie

 
Nominations for the 84th Academy Awards

Best Picture
"The Artist" Thomas Langmann, Producer
"The Descendants" Jim Burke, Alexander Payne and Jim Taylor, Producers
"Extremely Loud & Incredibly Close" Scott Rudin, Producer
"The Help" Brunson Green, Chris Columbus and Michael Barnathan, Producers
"Hugo" Graham King and Martin Scorsese, Producers
"Midnight in Paris" Letty Aronson and Stephen Tenenbaum, Producers
"Moneyball" Michael De Luca, Rachael Horovitz and Brad Pitt, Producers
"The Tree of Life" Nominees to be determined
"War Horse" Steven Spielberg and Kathleen Kennedy, Producers

Directing
"The Artist" Michel Hazanavicius
"The Descendants" Alexander Payne
"Hugo" Martin Scorsese
"Midnight in Paris" Woody Allen
"The Tree of Life" Terrence Malick

Actor in a Leading Role
Demián Bichir in "A Better Life"
George Clooney in "The Descendants"
Jean Dujardin in "The Artist"
Gary Oldman in "Tinker Tailor Soldier Spy"
Brad Pitt in "Moneyball"

Actor in a Supporting Role
Kenneth Branagh in "My Week with Marilyn"
Jonah Hill in "Moneyball"
Nick Nolte in "Warrior"
Christopher Plummer in "Beginners"
Max von Sydow in "Extremely Loud & Incredibly Close"

Actress in a Leading Role
Glenn Close in "Albert Nobbs"
Viola Davis in "The Help"
Rooney Mara in "The Girl with the Dragon Tattoo"
Meryl Streep in "The Iron Lady"
Michelle Williams in "My Week with Marilyn"

Actress in a Supporting Role
Bérénice Bejo in "The Artist"
Jessica Chastain in "The Help"
Melissa McCarthy in "Bridesmaids"
Janet McTeer in "Albert Nobbs"
Octavia Spencer in "The Help"

Writing (Adapted Screenplay)
"The Descendants" Screenplay by Alexander Payne and Nat Faxon & Jim Rash
"Hugo" Screenplay by John Logan
"The Ides of March" Screenplay by George Clooney & Grant Heslov and Beau Willimon
"Moneyball" Screenplay by Steven Zaillian and Aaron Sorkin. Story by Stan Chervin
"Tinker Tailor Soldier Spy" Screenplay by Bridget O'Connor & Peter Straughan

Writing (Original Screenplay)
"The Artist" Written by Michel Hazanavicius
"Bridesmaids" Written by Annie Mumolo & Kristen Wiig
"Margin Call" Written by J.C. Chandor
"Midnight in Paris" Written by Woody Allen
"A Separation" Written by Asghar Farhadi

Animated Feature Film
"A Cat in Paris" Alain Gagnol and Jean-Loup Felicioli
"Chico & Rita" Fernando Trueba and Javier Mariscal
"Kung Fu Panda 2" Jennifer Yuh Nelson
"Puss in Boots" Chris Miller
"Rango" Gore Verbinski

Art Direction
"The Artist" Production Design: Laurence Bennett; Set Decoration: Robert Gould
"Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2"
Production Design: Stuart Craig; Set Decoration: Stephenie McMillan
"Hugo" Production Design: Dante Ferretti; Set Decoration: Francesca Lo Schiavo
"Midnight in Paris" Production Design: Anne Seibel; Set Decoration: Hélène Dubreuil
"War Horse" Production Design: Rick Carter; Set Decoration: Lee Sandales

Cinematography
"The Artist" Guillaume Schiffman
"The Girl with the Dragon Tattoo" Jeff Cronenweth
"Hugo" Robert Richardson
"The Tree of Life" Emmanuel Lubezki
"War Horse" Janusz Kaminski

Visual Effects
"Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2"
Tim Burke, David Vickery, Greg Butler and John Richardson
"Hugo" Rob Legato, Joss Williams, Ben Grossman and Alex Henning
"Real Steel" Erik Nash, John Rosengrant, Dan Taylor and Swen Gillberg
"Rise of the Planet of the Apes"
Joe Letteri, Dan Lemmon, R. Christopher White and Daniel Barrett
"Transformers: Dark of the Moon"
Scott Farrar, Scott Benza, Matthew Butler and John Frazier

Costume Design
"Anonymous" Lisy Christl
"The Artist" Mark Bridges
"Hugo" Sandy Powell
"Jane Eyre" Michael O'Connor
"W.E." Arianne Phillips

Documentary (Feature)
"Hell and Back Again" Danfung Dennis and Mike Lerner
"If a Tree Falls: A Story of the Earth Liberation Front" Marshall Curry and Sam Cullman
"Paradise Lost 3: Purgatory" Charles Ferguson and Audrey Marrs
"Pina" Wim Wenders and Gian-Piero Ringel
"Undefeated" TJ Martin, Dan Lindsay and Richard Middlemas

Documentary (Short Subject)
"The Barber of Birmingham: Foot Soldier of the Civil Rights Movement"
Robin Fryday and Gail Dolgin
"God Is the Bigger Elvis" Rebecca Cammisa and Julie Anderson
"Incident in New Baghdad"James Spione
"Saving Face" Daniel Junge and Sharmeen Obaid-Chinoy
"The Tsunami and the Cherry Blossom" Lucy Walker and Kira Carstensen

Film Editing
"The Artist" Anne-Sophie Bion and Michel Hazanavicius
"The Descendants" Kevin Tent
"The Girl with the Dragon Tattoo" Kirk Baxter and Angus Wall
"Hugo" Thelma Schoonmaker
"Moneyball" Christopher Tellefsen

Music (Original Score)
"The Adventures of Tintin" John Williams
"The Artist" Ludovic Bource
"Hugo" Howard Shore
"Tinker Tailor Soldier Spy" Alberto Iglesias
"War Horse" John Williams

Music (Original Song)
"Man or Muppet" from "The Muppets" Music and Lyric by Bret McKenzie
"Real in Rio" from "Rio" Music by Sergio Mendes and Carlinhos Brown
Lyric by Siedah Garrett

Foreign Language Film
"Bullhead" Belgium
"Footnote" Israel
"In Darkness" Poland
"Monsieur Lazhar" Canada
"A Separation" Iran

Makeup
"Albert Nobbs" Martial Corneville, Lynn Johnston and Matthew W. Mungle
"Harry Potter and the Deathly Hallows Part 2"
Edouard F. Henriques, Gregory Funk and Yolanda Toussieng
"The Iron Lady" Mark Coulier and J. Roy Helland

Short Film (Animated)
"Dimanche/Sunday" Patrick Doyon
"The Fantastic Flying Books of Mr. Morris Lessmore"
William Joyce and Brandon Oldenburg
"La Luna" Enrico Casarosa
"A Morning Stroll" Grant Orchard and Sue Goffe
"Wild Life" Amanda Forbis and Wendy Tilby

Short Film (Live Action)
"Pentecost" Peter McDonald and Eimear O'Kane
"Raju" Max Zähle and Stefan Gieren
"The Shore" Terry George and Oorlagh George
"Time Freak" Andrew Bowler and Gigi Causey
"Tuba Atlantic" Hallvar Witzø

Sound Editing
"Drive" Lon Bender and Victor Ray Ennis
"The Girl with the Dragon Tattoo" Ren Klyce
"Hugo" Philip Stockton and Eugene Gearty
"Transformers: Dark of the Moon" Ethan Van der Ryn and Erik Aadahl
"War Horse" Richard Hymns and Gary Rydstrom

Sound Mixing
"The Girl with the Dragon Tattoo" David Parker, Michael Semanick, Ren Klyce and Bo Persson
"Hugo" Tom Fleischman and John Midgley
"Moneyball" Deb Adair, Ron Bochar, Dave Giammarco and Ed Novick
"Transformers: Dark of the Moon"
Greg P. Russell, Gary Summers, Jeffrey J. Haboush and Peter J. Devlin
"War Horse" Gary Rydstrom, Andy Nelson, Tom Johnson and Stuart Wilson
 
Academy Awards for outstanding film achievements of 2011
will be presented on Sunday, February 26, 2012
 

Review 'My Week with Marilyn'

posted on 22 Jan 2012 18:01 by kc-eazyworld  in Movie

Marilyn Monroe หญิงผู้มีชื่อเสียงก้องโลก และถือเป็นผู้ให้ความบันเทิงระดับสุดยอดไม่ว่าจะ

ทั้งการร้องเพลง และงานแสดง จนเธอกลายเป็นเซ็กซ์ซิมโบว์ที่ถูกจดจำมาจนถึงยุคนี้ แม้ว่า

ตัวผมเองเป็นคนยุคใหม่ และไม่ได้รับอิทธิพลจากผลงานของเธอนัก แต่ชื่อของมาริลินนั้นคง

ไม่มีใครไม่เคยได้ยินอย่างแน่นอน  สำหรับภาพยนตร์ My Week with Marilyn ของผู้กำกับ

Simon Curtis ที่สร้างอิงจากหนังสือของ Colin Clark ที่ชื่อว่า The Prince, the Showgirl

and Me โดยเป็นการบอกเล่าเรื่องราวระหว่างที่ตัวเขาเองเพิ่งเข้าสู่วงการภาพยนตร์ใหม่ๆ

เขาได้รับหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้กำกับลำดับที่ 3 และได้มีโอกาสร่วมงานกับมาริลินในระหว่างที่

เธอถ่ายทำภาพยนตร์ของ Sir Laurence Olivier เรื่อง The Sleeping Prince (ที่ภายหลัง

ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น The Prince and the Showgirl) และความใกล้ชิดกันระหว่างในกองถ่าย

ทำให้โคลินได้พบตัวตนที่แท้จริงของมาริลิน ความบอบบางของเธอที่คนบูชาเธอไม่เคยได้

พบเห็น และเกิดเป็นความรักราวหนุ่มสาวขึ้น เนื้อเรื่องนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าโชว์มุมมอง

ความประทับใจ และความหลงใหลที่โคลินมีต่อตัวมาริลิน เขาโถมตัวเข้าหาเธออย่างรวด-

เร็วเมื่อเธอร้องหา ดั่งรักแรกที่ทั้งหวานชื่นและเจ็บปวด เมื่อมาริลินแต่งงานแล้ว และเพียง

เดินทางมาเพื่อถ่ายทำหนังเท่านั้น โคลินรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางไปรอด แต่ไม่ว่าใครพยายาม

เตือนเขาเท่าไหร่ก็รั้งโคลินไม่ได้ ขณะที่มาริลินเองก็มีลักษณะนิสัยที่ไม่มีบุคลิก หรือเรียก

ได้ว่ายังหาตัวตนไม่พบ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้การแสดงของเธอน่าชมและน่าเชื่อถือ เพราะ

เธอใส่ตัวเองลงไปในตัวละครอย่างเต็มที่ แต่ระหว่างการถ่ายทำนี้ที่ถือเป็นหนังตลกเรื่อง

แรกๆของเธอ มาริลินมีความลำบากในการพยายามเข้าใจบทจนเกือบทำให้ถ่ายทำไม่รอด

เธอกล่าวว่า "ตัวละครที่เธอรับบทอยู่นี้ไม่มีจริง" ซึ่งก็ดูจะประชดประชันตัวเธอเองไม่น้อย

เพราะมาริลินก็มีชีวิตที่หาจริงไม่ได้เหมือนกัน เธออยู่บนแท่นความใฝ่ฝันของทุกคน และ

เธอพร้อมจะเป็นในสิ่งที่คนต้องการให้เธอเป็น แม้จะเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม มาริลินจึงมี

นิสัยที่ต้องความรักมากๆ เมื่อมาในที่แปลกใหม่และทำงานร่วมกับคนแปลกหน้า ทำให้

เธอยิ่งต้องการความรักเป็นพิเศษ และโคลินก็ยืนอยู่ตรงนั้นพอดิบพอดี  จุดที่โดดเด่นจน

สามารถแบกหนังไว้ได้ทั้งเรื่องคือการแสดงอันทรงพลังของ Michelle Williams โดยเธอ

สวมบทบาทมาริลินได้อย่างน่าเชื่อถือ สมกับที่ได้รางวัล Golden Globes แสดงนำหญิง

ไปหมาดๆ ส่วนนักแสดงคนอื่นๆรวมทั้งตัวประกอบหลายๆคนก็แสดงออกมาได้ดีใกล้ๆกัน

จะน่าเสียดายก็แต่หนุ่ม Eddie Redmayne ผู้รับบทโคลินดูไม่มีสเน่ห์พอในบทนำชายของ

เรื่องนี้เท่าไหร่นัก สำหรับด้านโปรดัคชั่นทั้งภาพและเสียงก็นับว่าสมตัว และเข้ากับอารมณ์

หนังย้อนยุคทีเดียว   My Week with Marilyn อาจไม่ใช่หนังดราม่าหรือหนังรักซึ้งๆ แต่มัน

มีความพอดีในทั้ง 2 ด้าน จนเป็นอีกเรื่องที่แอบเชียร์ในเวทีรางวัลเร็วๆนี้~


 

Review 'The Artist'

posted on 20 Jan 2012 15:06 by kc-eazyworld  in Movie

กว่าร้อยปีมาแล้วที่ Silent Film หรือหนังใบ้ขาว-ดำถูกสร้างขึ้นมา ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นวงการ

ภาพยนตร์ก็ว่าได้ โดยมีระยะรุ่งเรืองอยู่ราว 35 ปี จนกระทั่งภาพยนตร์ที่มีเสียงพูดมาแทนที่

ในช่วงปลาย 1920s  ซึ่งเป็นธรรมดาสำหรับดาราหนังใบ้สมัยนั้นที่หลายๆคนต้องลาวงการไป

เพราะพวกเขาไม่สามารถทำให้ผู้ชมพอใจด้วยเพียงการแสดงหน้าตาและท่าทางอีกต่อไป

The Artist นับเป็นหนังยุคใหม่ที่กล้ามากๆในการนำสเน่ห์ของหนังใบ้มาใช้ในการเล่าเรื่อง

อีกครั้ง นี่เป็นภาพยนตร์ฝรั่งเศสฝีมือ Michel Hazanavicius ผู้กำกับที่เคยสร้างชื่อไว้ในหนัง

ล้อเลียนสายลับเจมส์ บอนด์อย่าง OSS 117  สำหรับใน The Artist ได้หยิบเอาเรื่องราวของ

วงการภาพยนตร์สมัยปลาย 1920s มาถ่ายทอดด้วยสไตล์หนังใบ้น่ารักน่าชัง หนังมีลักษณะ

คล้ายกับ Singin' in the Rain ที่พูดถึงดาราหนังใบ้สมัยที่ต้องปรับตัวเพื่ออยู่รอดในวงการ

The Artist เล่าผ่านตัวละคร George Valentin พระเอกภาพยนตร์แอ็คชั่นเจ้าสเน่ห์ผู้โด่งดัง

ในช่วงรุ่งเรืองของภาพยนตร์ใบ้ เขามั่งคั่งในเงินทอง, ชื่อเสียง และความทะนงตน ระหว่าง

งานเปิดตัวหนังของเขา จอร์จได้พบกับ Peppy Miller สาวไร้ชื่อผู้พยายามไต่เต้าเข้าวงการ

และชื่นชมจอร์จด้วยความหลงใหล จอร์จถูกชะตาเปปเปอร์และให้ความสนับสนุนอยู่ห่างๆ

จนเกิดเป็นความผูกพันกัน ขณะที่จอร์จเองนั้นแต่งงานแล้ว แต่เขายังสนิทกับเจ้าสุนัขคู่ใจ

Uggie มากกว่าภรรยาตนเองเสียอีก แต่เมื่อวงการภาพยนตร์เข้ายุคใหม่ของหนังมีเสียงพูด

เปปเปอร์ได้กลายเป็นดาราดังในชั่วข้ามคืน ขณะที่จอร์จค่อยๆล้มละลายและถูกลืมในที่สุด

คาร์แร็คเตอร์อันโดดเด่นของจอร์จนั้นช่วยขายหนังได้อย่างมาก เขาเป็นต้นแบบนักแสดง

ผู้มีความภาคภูมิใจในยุคสมัยของเขา และความทะนงตัวนั้นทำให้จอร์จไม่สามารถใช้ชีวิต

อยู่ในยุคใหม่ได้ ขณะที่เปปเปอร์เป็นดารายุคใหม่ที่มีเพียงจอร์จดึงเธอไว้ไม่ให้ลบหลู่กับ

บุคคลในอดีตที่ช่วยเปิดทางให้เธอมีวันนี้ การดำเนินเรื่องนั้นออกมาแบบสบายๆ ไม่หนัก

เหมือนเนื้อหาที่กล่าวมา โดยความรักระหว่างจอร์จและเปปเปอร์ก็ถูกแสดงออกอย่างน่ารัก

น่าชัง นอกจากนี้บทหนังยังฉลาดในการใช้ความเป็นหนังใบ้มากๆ และมีมุขตลกล้อเลียน

ตัวเองอยู่บ่อยๆ แน่นอนว่าหนังที่ไร้บทพูดและมีเพียงแค่ Title Card ให้อ่าน นักแสดงนั้น

ล้วนต้องมีความสามารถบอกเล่าอารมณ์ผ่านสีหน้าและท่าทางอย่างดี  Jean Dujardin ผู้

รับบทจอร์จ มีสเน่ห์และพลังในการคุมหนังไว้ได้ขั้นยอดเยี่ยม เขาสื่ออารมณ์ผ่านแววตา

และรอยยิ้มที่ชนะใจผู้ชมได้ไม่ยาก  ขณะที่นักแสดงคนอื่นๆอย่าง Berenice Bejo, John

Goodman, James Cromwell, Penelope Ann Miller, Missi Pyle และ Ed Lauter ต่างก็

ทำออกมาได้ดีสมตัว การดูหนังใบ้ที่องค์ประกอบด้านเสียงพูดและซาวด์เอฟเฟ็คถูกตัดไป

ทำให้ดนตรีประกอบมีส่วนอย่างมากในการดึงผู้ชมให้มีอารมณ์ร่วมไปกับภาพ โดยผลงาน

สุดคลาสสิคของ Ludovic Bource นี้ก็ส่งผลต่อตัวหนังมากเช่นกัน  ภาพยนตร์ The Artist

ถือเป็นของหายากมากในวงการหนังปัจจุบัน มันทั้งฉลาด, น่ารัก และอิ่มเอมในเวลาเดียวกัน

หนังยังกวาดรางวัลจาก Cannes และ Golden Globes มาแล้ว ซึ่งคงต้องดูต่อไปว่าจะได้รับ

กี่รางวัลจาก BAFTA และ Oscars ในช่วงเดือนหน้านี้ สำหรับคอภาพยนตร์แล้วก็อยากให้มี

โอกาสไปชมกัน อย่าอคติที่มันเป็นหนังใบ้หรือขาว-ดำ แล้วคุณจะไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน


 

ตัวอย่างแรกของ Resident Evil: Retribution

posted on 20 Jan 2012 01:13 by kc-eazyworld  in Movie
 
ตำนานผีชีวะกลับมาอีกครั้งกับ Resident Evil ที่อลิซเดินทางมาถึงภาคที่ 5 แล้ว ในชื่อว่า
 
Retribution  ถึงแม้ว่าแฟรนไชส์นี้จะได้รับเสียงตอบรับไม่ดีนักกับภาคล่าสุด แต่ด้วยฐาน
 
แฟนที่ยังแน่นหนา ไม่ว่าจะกับซีรีส์ภาพยนตร์หรือซีรีส์เกมส์ ทำให้การสร้างภาคต่อเป็นไป
 
ได้ไม่ยาก (และไม่ยอมจบซะด้วย) ในภาคใหม่นี้ Umbrella Corp. ยังคงแพร่ทีไวรัสอย่าง
 
ต่อเนื่อง ขณะที่อลิซยังคงตามล่าเพื่อทำลายองค์กรนี้ และเพื่อนำโลกกลับมาเป็นดังเดิม
 
อีกครั้ง แต่การเดินทางนี้ได้นำพาเธอไปพบเพื่อนเก่าและใหม่ รวมถึงอดีตของเธออีกครั้ง
 
ที่อลิซต้องกลับมาทบทวนสิ่งที่เธอพบเจอมาตลอดการต่อสู้นี้ว่าเป็นจริงขนาดไหน สำหรับ
 
ภาคที่ 5 นี้ ได้นำตัวละครเก่าๆกลับมาอยู่หลายตัว หากชมตัวอย่างแล้วคงเห็นใครที่คุ้นตา
 
แน่ๆ อย่างตัวละครที่เสียชีวิตไปแล้ว แต่พวกเขากลับมาอย่างไรนั้นคงต้องติดตามในหนัง
 
นอกจากนี้ยังเพิ่ม 2 ตัวละครใหม่จากเกมไปด้วยอย่าง Ada Wong และ Leon S. Kennedy
 
Resident Evil: Retribution ยังคงกำกับโดย Paul W.S. Anderson นำแสดงโดย  Milla
 
Jovovich, Michelle Rodriguez, Sienna Guillory, Johann Urb, Shawn Roberts และ
 
Bingbing Li  มีกำหนดฉายไทย 13 กันยายนนี้

 

Review 'Underworld: Awakening'

posted on 18 Jan 2012 23:43 by kc-eazyworld  in Movie

'หากสงครามครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงแวมไพร์และไลแคนอีกต่อไป...' ภาพยนตร์ Underworld ที่ว่า

ด้วยสงครามระหว่างเหล่าแวมไพร์กับมนุษย์หมาป่า ออกฉายภาคแรกในปี 2003 และได้รับความ

นิยมระดับหนึ่งจนกลายเป็นหนังชุด มาถึงภาค 4 ในชื่อว่า Awakening  โดยภาคนี้ออกจะแหวก

แนวจาก 3 ภาคก่อนเสียหน่อย นั่นคือการสู้รบนี้ไม่ใช่กระดานหมากรุกเพียงสองฝั่งอีกต่อไป เมื่อ

มนุษย์ที่ล่วงรู้ถึงการมีตัวตนของสองเผ่าพันธุ์เหนือธรรมชาติ และเปิดสงครามการกวาดล้างขึ้น

แม้แวมไพร์และไลแคนจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่แกร่งกว่า แต่ในจำนวนที่น้อยกว่าทำให้ต้องพ่ายแพ้ไป

ในที่สุด  หากใครดูหนังมาตั้งแต่ภาคแรกก็คงไม่ลืมสาวเซรีน รับบทโดย Kate Beckinsale แน่ๆ

หนังภาคนี้กลับมาเล่าเรื่องผ่านตัวละครของเธออีกครั้ง หลังจากห่างหายไปในภาค Rise of the

Lycans  เซรีนตื่นขึ้นมาจากถูกจับกุมของมนุษย์ในโลก 12 ปีหลังจากการกวาดล้าง เธอพบว่า

แวมไพร์กับไลแคนใช้ชีวิตซ่อนตัวจากการถูกฆ่า เซรีนออกตามหาไมเคิล ลูกครึ่งพันธุ์ผสมคนรัก

ของเธอเพราะได้พรากจากกันในช่วงสงคราม แต่การเดินทางนี้นำพาเธอไปสู่การต่อสู้ครั้งใหม่

รวมทั้งศัตรูที่เธอไม่เคยพบมาก่อน  สำหรับแฟนหนังที่คาดหวังดูหนังแอ็คชั่นมันส์ๆท่าสวยๆจาก

สาวเซรีนล่ะก็ คงจะไม่ผิดหวัง เพราะหนังทำคิวบู้ออกมาได้ตื่นตาพอๆกับความงามของระบบ 3D

ที่เกื้อหนุนกันเป็นอย่างดี และนับว่าการปรับเนื้อหาของหนังภาคนี้ก็ทำให้น่าสนใจขึ้น ข้อดีคือ

ไม่เล่าเรื่องด้วยเหตุการณ์จำเจแบบที่เกิดในภาค 3  แต่ข้อเสียคือสเน่ห์ความเป็น Underworld

ภาคก่อนๆหายไปบ้าง ที่หายจากภาคนี้มากที่สุดคงไม่พ้นอารมณ์โรแมนติก เพราะไมเคิลกลับ

ไม่มีบทบาทซะนี่ อีกทั้งหนังยังเล่าเป็นเส้นตรงดิ่ง ถึงจะดูง่ายแต่ก็ตัดทิ้งซัพพลอตไปเยอะ เช่น

ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในยุคนั้นที่น่าจะเล่าได้เยอะพอกับ Daybreakers หรือ Ultraviolet ทั้ง

ในการเปลี่ยนแปลงของสังคมกับการปกครอง และชีวิตเอาตัวรอดของแวมไพร์ไม่ได้พูดถึงนัก

นอกจากนี้ระยะเหตุการณ์ในหนังผ่านไปเร็วมาก เร็วเสียจนปูภูมิหลังตัวละครใหม่ไม่ทัน ทำให้

พัฒนาการของตัวละครดังกล่าวไม่สมเหตุสมผลและเร่งเกินไป แต่ที่น่ายกย่องในด้านบทคือยัง

เคารพเนื้อเรื่องที่ผ่านมา ทั้งการสรุปบทบาทของไมเคิล และประวัติของอเล็กซานเดอร์ คอวินัส

ทางด้านนักแสดงนั้น เคทก็ยังคงเป็นเซรีนที่โดดเด่นเหมือนเคย แต่กับทีมนักแสดงใหม่อย่าง

Stephen Rea, Michael Ealy, Theo James และ India Eisley เห็นจะไม่น่าจดจำนัก ส่วนใน

ด้านโปรดัคชั่น จุดบอดเห็นจะเป็นการใช้ซีจีกับไลแคนมากเกินไปจนหลอกตาในหลายๆฉาก

นอกจากนั้นก็ไม่ได้แตกต่างจากภาคแรกมากนัก แต่พอมองออกว่าพยายามจะเปลี่ยนโทนหนัง

อยู่บ้าง (เช่นการใส่สีอื่นนอกจากสีน้ำเงินเข้าไป) รวมถึงดนตรีและเพลงประกอบก็เข้ากับตัวหนัง

ได้ดีทีเดียว ส่วนตัวคิดว่า Underworld: Awakening เป็นภาคต่อที่ดูเพลินๆได้ไม่ยาก ถึงแม้

Len Wiseman จะไม่ได้กลับมากำกับเอง ตัวหนังก็คุมอารมณ์ออกมาได้ใกล้เคียงกันพอสมควร

รับรองว่าแฟนหนัง Underworld และคอหนังแอ็คชั่นไม่ผิดหวังแน่นอน